วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 3: การเผชิญหน้าครั้งแรกกับเวทมนตร์

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        "เวลานั้นได้หยุดลง" คําๆ นี้เหมาะสําหรับช่วงเวลาดังกล่าว ที่ในขณะนี้ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้าตรอก

        เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก

        เธอมีผมสีเงินที่ยาวจนถึงสะโพกของเธอ สายตาที่แหลมคมของเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา หน้าตาที่ดูอ่อนโยนของเธอนั้นทั้งเย้ายวนและอ่อนเยาว์และเธอยังปล่อยบรรยากาศของชนชั้นสูงที่มีเสน่ห์ออกมาอย่างอันตราย

        เธอสูงประมาณ 160 เซนติเมตร และถึงแม้ว่าเสื้อผ้าโทนสีรอยัลบลูของเธอนั้นจะไม่ได้ดูฉูดฉาดมากนัก แต่ความเรียบง่ายของมันนั้นก็เน้นย้ำให้การปรากฏตัวของเธอนั้นดียิ่งขึ้นไปอีก หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือตราบนเสื้อของเธอ ที่น่าจะเป็นนกเหยี่ยว แต่แม้แต่ความงดงามของมันก็เป็นเพียงการส่งเสริมความงามของเธอให้สูงขึ้นก็เท่านั้น

        "ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกนายทำอะไรแบบนั้นหรอกนะ หยุดเดี๋ยวนี้เลย"

        เธอเริ่มพูดอีกครั้งหนึ่ง เสียงของเธอนั้นเร้าอารมณ์มากพอที่จะทำให้ร่างกายเกิดการสั่นเทาได้

        เสียงของเธอเหมือนกับระฆังสีเงิน มันช่างไพเราะและคำพูดของเธอยังมีพลังมากจนทำให้ใจสั่นได้

        สุบารุนั้นรู้สึกท่วมท้น จนถึงขนาดที่เขาลืมปัญหาของตัวเองในตอนนี้ไปจนหมด สิ่งที่เขาคิดได้มีเพียงแค่เธอเท่านั้น

        พวกโจรนั้นก็ไม่ต่างกัน เมื่อได้เผชิญกับความเกลียดชังของเธอ ความเข้มแข็งก่อนหน้านี้ของพวกนั้นก็หายไป

        แม้แต่ชายที่ถือมีดก็ยังหน้าซีด ในขณะพวกนั้นค่อยๆ ถอยเข้าไปในตรอก

        "เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ แต่เราจะปล่อยเจ้านี่ไปก็ได้! เพราะฉะนั้นยกโทษให้พวกเราเถอะ..."

        "มันดีที่พวกนายยังคงมีความมีเมตตาอยู่ มันยังไม่สายเกินไปหรอกนะ ดังนั้นคืนสิ่งที่ขโมยไปมาซะ"

        "มันเป็นความผิดของพวกเราเอง... เอ๊ะ? ขโมยอะไรนะ?"

        "ขอร้องล่ะ มันสำคัญมากๆ เลย ฉันยอมให้ได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่สิ่งนั้น - ถ้าคืนมันมาตอนนี้ล่ะก็ ฉันจะไว้ชีวิตพวกนาย"

        ถึงแม้ว่าคำพูดของเธอจะเป็นคำอ้อนวอน แต่ส่วนสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่ามันเต็มไปด้วยความโกรธ

        สายตาที่จ้องมองมาของเธอนั้นแหลมคม และมือที่เธอเอื้อมออกมาข้างหน้านั้นมันว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดอยู่ในฝ่ามือของเธอ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนที่นั่นรู้สึกได้

        "ดะ-เดี๋ยวก่อน!... เอิ่ม บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนะ?"

        "...อะไรนะ?"

        พวกนั้นชี้ไปที่สุบารุที่ยังอยู่ภายใต้รองเท้า

        "เอ่อ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยเจ้านี่ ใช่รึเปล่า?"

        "...เสื้อผ้าของเขาดูแปลกจัง บางทีพวกนายอาจจะมีความขัดแย้งกันภายในงั้นเหรอ? ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าฉันเห็นด้วยกับการที่พวกนายรุมเขาอยู่แบบนั้น แต่ถ้าถามว่าฉันมีความเกี่ยวข้องกับเขามั้ยล่ะก็ ก็คงต้องตอบว่าไม่มีหรอกนะ"

        บางทีเธออาจจะคิดว่าพวกเขาพยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ น้ำเสียงของเธอจึงดูเคืองๆ ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะสับสนกับเรื่องนี้ พวกโจรก็เลยเริ่มพูดกันอย่างเร่งรีบ

        "โว้ว-ดะ-เดี๋ยวก่อน! ถ้าเธอไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้านี่ล่ะก็ งั้นเราก็ไม่น่าจะต้องมีปัญหาต่อกันนะ! แล้วก็ถ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เธอถูกขโมยไปล่ะก็ อาจจะเป็นผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ได้นะ!"

        "อะ-อา ใช่แล้ว! ผู้หญิงคนเมื่อกี้ เธอเพิ่งวิ่งไต่กำแพงขึ้นไปบนหลังคาน่ะ!"

        "ใช่ ตรงนั้นแหละ! ตอนนี้เธอน่าจะอยู่ห่างออกไปสามบล็อกแล้วล่ะ!"

        ในขณะที่พวกนั้นให้คำอธิบายอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอก็ได้ผสานกับของสุบารุ

        ดวงตาของเธอดูเหมือนจะถามว่าพวกนั้นกำลังพูดความจริงรึเปล่า และสุบารุก็พยักหน้าตามสัญชาตญาณ

        เมื่อเห็นแบบนี้ หญิงสาวก็พยักหน้าอย่างอึกอักด้วยความเข้าใจ

        "ดูเหมือนว่าพวกนายจะไม่ได้โกหกสินะ งั้นเธอก็ไปทางนั้นสินะ...? ฉันจะต้องรีบแล้ว"

        เธอหันหลังให้พวกนั้น และเตรียมที่จะจากไป

        พวกโจรนั้นแสดงอาการโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสุบารุนั้นเขาได้สาปแช่งความโง่เขลาของตัวเองที่หลงไปกับบรรยากาศและทำลายโอกาสเดียวของตัวเอง อย่างไรก็ตาม

        "แต่ถึงอย่างนั้น ฉันไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ได้หรอกนะ"

        เธอหันกลับไปพร้อมกับหันฝ่ามือของเธอไปทางพวกโจร - และยิง 'หิน' ในฝ่ามือของเธอไปที่พวกโจรที่กำลังยืนนิ่งอยู่

        ความเร็วของมันน่าจะพอๆ กับในเมเจอร์ลีก และวิถีของมันก็เหมือนกับของบีนบอล

        เสียงลูกบอลกระทบเนื้อดังขึ้นสามครั้ง และพวกโจรก็ปลิวไปพร้อมกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

        [คําศัพท์: เมเจอร์ลีก หมายถึง การแข่งเบสบอลระดับสูง บีนบอล หมายถึง การขว้างบอลที่ตั้งใจขว้างเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม]
        หลังจากนั้นก็เกิดเสียงแหลมสูงเมื่อก้อนน้ำแข็งตกลงมาโดนสุบารุ ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากับกำปั้น―การมีอยู่ของมันได้ท้าทายกฎของฤดูกาลและแม้แต่กฎของฟิสิกส์เอง และพวกมันก็หายไปราวกับว่าถูกกลืนกินโดยบรรยากาศเมื่อพวกมันได้บรรลุจุดประสงค์ของตัวเอง

        "―เวทมนตร์"

        คำที่เหมาะสมที่สุดในการอธิบายปรากฏการณ์นี้หลุดออกมาจากปากของเขาทันที เขาไม่ได้ยินเสียงเธอร่ายคาถาหรืออะไรเลย แต่น้ำแข็งเมื่อกี้นั้นเพิ่งก่อตัวและถูกยิงออกมาจากฝ่ามือของเธออย่างแน่นอน

        เมื่อได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าเขา เขาก็ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง

        "นี่มันไม่ได้สุดยอดอย่างที่คิดเอาไว้เลย... รู้สึกผิดหวังจริงๆ"

        เขาคงจินตนาการถึงแสงที่กระจัดกระจายไปรอบๆ หรือพลังงานที่ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปอย่างรวดเร็วก็เท่านั้น

        "เธอ... ทำมันลงไปจนได้นะ"

        ไม่เหมือนกับความประทับใจของสุบารุ เหล่าคนที่โดนโจมตีโดยการโจมตีที่น่าผิดหวังนั้นได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง พวกนั้นสองคนแทบจะไม่สามารถยืนขึ้นได้อย่างมั่นคงในขณะที่พวกนั้นพยายามที่จะยืนขึ้นและคนที่สามอาจถูกตีในจุดที่ไม่ดี เพราะว่าเขานั้นได้สลบไป แม้จะมีเลือดออก แต่ทั้งสองคนที่ยังคงยืนอยู่ก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แม้แต่ชายคนข้างๆ ที่ถือสิ่งที่ดูเหมือนมีดนาตะขึ้นสนิมก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เช่นกัน

        [คําศัพท์: นาตะ = ประเภทของมีด]
        "ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเป็นนักเวทย์หรืออะไรก็ช่าง เราสองคนจะฆ่าเธอซะ... เธอคิดว่าจะเอาชนะพวกเราสองคนได้รึไง?"

        ชายคนที่ถือมีดขึ้นเสียงด้วยความโกรธ ขณะที่เขากดจมูกที่หักเอาไว้ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้แสดงอาการของความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย

        "ฉันคิดว่าสองต่อหนึ่งก็อาจจะไม่ค่อยยุติธรรมซักเท่าไหร่ล่ะนะ"

        "ถ้าอย่างนั้น ถ้าเป็นสองต่อสองก็น่าจะโอเค ใช่มั้ยล่ะ?"

        เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นในตรอก มันเป็นเสียงแหลมสูง และดูเหมือนว่ามันจะพูดแทนหญิงสาว

        สุบารุเริ่มมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจและพวกโจรก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกันกับเขา แต่พวกเขาไม่เจอใครที่อาจพูดคำเหล่านี้ได้เลย ไม่มีใครคนอื่นอยู่ที่ทางเข้าและแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในตรอกด้วยเหมือนกัน

        ทั้งสามคนทั้งสับสนและงุนงง และราวกับว่าจะอวด หญิงสาวก็ยื่นมือออกมา

        ฝ่ามือของเธอหงายขึ้น และ "มัน" ก็ลอยอยู่บนปลายนิ้วสีขาวของเธอ

        "มันค่อนข้างน่าอายนะ ที่จะถูกมองแบบนั้น"

        มันพูดพร้อมกับทำหน้าเขินอาย 'มัน' เป็นแมวที่ตัวเล็กมากพอที่จะอยู่ในฝ่ามือ กำลังยืนตัวตรงอยู่

        ขนของมันเป็นสีเทา หูของมันนั้นห้อยลง สำหรับสุบารุ มันดูเหมือนกับอเมริกัน ช๊อตแฮร์มาก ก็นะ ถ้าข้ามเรื่องจมูกสีชมพูกับหางยาวๆ ของมันไป ภาพของสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนแมวตัวนี้ก็ทำให้ชายที่ถือมีดสั่นไปด้วยความกลัวในขณะที่เขากรีดร้อง

        "―ผู้ใช้วิญญาณ!"

        "ใช่แล้วล่ะ ถ้านายถอนตัวซะตั้งแต่ตอนนี้ล่ะก็ ฉันจะไม่ไล่ตามนายไปหรอกนะ คิดให้เร็วๆ ล่ะ ฉันไม่มีเวลามากนักหรอกนะ"

        ชายคนนั้นเดาะลิ้นให้กับคำพูดของเธอและเริ่มที่จะพาเพื่อนของเขาออกจากตรอกไป เมื่อพวกนั้นผ่านสุบารุและเข้าใกล้ทางออก พวกนั้นก็มองย้อนกลับมาที่หญิงสาวและ―

        "รอก่อนเถอะ ยัยบ้าเอ้ย คราวหน้าถ้าจะเดินเที่ยวแถวๆ นี้ ก็ระวังเอาไว้หน่อยล่ะ"

        "ถ้านายกล้าแตะต้องเธอล่ะก็ นายจะถูกทรมานไปจนถึงจุดสิ้นสุดของเวลาเลยล่ะ ถึงนายจะได้ไปใช้ชีวิตหลังความตายก่อนหน้านั้นก็เถอะ"

        พวกนั้นพยายามที่จะข่มขู่ แต่คำตอบกลับที่ได้รับนั้นมีการปฏิเสธอยู่ในนํ้าเสียงแม้ว่าเนื้อหาจะค่อนข้างรุนแรงก็ตาม

        แมวในฝ่ามือของเธอนั้นทำตัวค่อนข้างค่อนข้างขี้เล่น แต่ใบหน้าของพวกนั้นซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่พวกนั้นหนีออกจากตรอกไปอย่างเงียบๆ

        ตอนนี้พวกนั้นก็จากไปแล้ว มีเพียงสุบารุเท่านั้นที่อยู่ตรงหน้าเธอ

        "―อย่าขยับนะ"

        สุบารุที่ลืมความเจ็บปวดที่มีไปนั้น พยายามที่จะลุกขึ้นเพื่อขอบคุณเธอ

        แต่เธอหยุดเขาระหว่างทาง นํ้าเสียงที่เย็นชาของเธอนั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ

        ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าจะรู้ว่าสุบารุไม่ใช่พวกเดียวกับพวกโจร แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่คิดว่าเขาเป็นคนดี

        แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังหลงใหลอยู่กับความงามของดวงตาสีอเมทิสต์ของเธอ เขาไม่คุ้นเคยกับการรับมือกับสาวสวยมากนัก มันก็เลยทำให้เขาหน้าแดงและพยายามหลบสายตา เมื่อเห็นแบบนี้ หญิงสาวก็ยิ้มอย่างกล้าหาญในขณะที่เธอยังคงจ้องมองอย่างระมัดระวัง

        "ความรู้สึกผิดของนายทำให้นายหลบสายตาสินะ ดูเหมือนว่าการตัดสินของฉันจะตรงจุดล่ะ"

        "น่าสงสัยจัง ผมไม่ได้รู้สึกถึงเจตนาร้ายเลย นั่นอาจเป็นแค่สัญชาตญาณของผู้ชายก็ได้นะ"

        "เงียบน่า พัค นี่นายน่ะ นายน่าจะรู้ใช่มั้ยว่าใครขโมยตราของฉันไปน่ะ?"

        หญิงสาวปิดปากเจ้าแมวในขณะที่เธอถามคําถามไปทางของสุบารุ เธอดูค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง แต่ว่า

        "ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ แต่ฉันไม่รู้อะไรเลย"

        "ไม่จริงน่า?!"

        ความภูมิใจของเธอถูกทำให้พังทลายลง เผยให้การแสดงออกตามปกติของเธอแสดงออกมาครู่หนึ่ง ท่าทีอันผ่าเผยของเธอก็หายไปเมื่อเธอหันไปหาเจ้าแมวที่อยู่ในฝ่ามือด้วยความตื่นตระหนก

        "ทะ-ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ? พวกเราพึ่งเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ เหรอ...?"

        "เธอกำลังเสียเวลามากขึ้นในขณะที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้นะ เธอน่าจะรีบหน่อยนะ คนร้ายน่าจะมีพรศักดิ์สิทธิ์แห่งสายลมอย่างแน่นอนถึงได้วิ่งได้เร็วขนาดนั้น"

        "ทำไมเธอถึงทำเหมือนกับว่ามันเป็นปัญหาของคนอื่นล่ะ?"

        "แต่เธอเป็นคนบอกให้ผมอยู่ห่างๆ เองนะ นอกจากนี้ เธอจะทำยังไงกับเขาล่ะ?"
 
        สุบารุยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อเขากลายเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขายังคงอยู่ที่นั่น สุบารุทำหน้ากล้าหาญให้กับเธอและพยายามที่จะยืนขึ้น

        "เธอทำมากพอแล้วล่ะ เธอกำลังรีบอยู่ ใช่มั้ยล่ะ? เธอควรจะไปได้แล้วนะ"

        ―แล้วก็ถ้าเธอต้องการล่ะก็ฉันสามารถช่วยเธอได้นะ เธอว่ายังไงล่ะ?

        เขาตั้งใจจะพูดแบบนี้ในขณะที่กำลังใช้มือเพื่อหวีผมและโชว์ฟันของเขาที่เป็นประกาย อย่างไรก็ตาม

        "ฮะ?"

        "อ๊ะ นายไม่ควรที่จะลุ― สายไปซะแล้ว"

        หัวของเขารู้สึกหนักและร่างกายของเขาก็สั่น เขาพยายามที่จะเอาตัวพิงกำแพง แต่มือของเขากลับจับได้แต่เพียงอากาศเท่านั้น สุดท้าย เขาก็ได้กลับไปพบกับพื้นดินที่เขาเพิ่งจะนอนลงไปอีกครั้ง จมูกของเขาชนเข้ากับพื้นโดยที่ไม่มีการป้องกันอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดอันรุนแรงทำให้จิตสำนึกของเขาล่องลอยไป

        "―แล้วทีนี้ จะเอายังไงดีล่ะ?"

        "ก็นะ ก็ไม่ใช่ว่าเรารู้จักเขาซักหน่อย แถมเขาก็ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นปล่อยเขาเอาไว้แบบนี้เถอะ"

        ในขณะที่สติของเขาค่อยๆ หายไป เขาสามารถแยกแยะบทสนทนาของพวกเขาได้นิดหน่อย นี่มันโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีนะ แม้แต่ความเมตตาก็ยังมีความรุนแรงเลยเหรอ

        ถ้าคิดในแง่ลบ เขากำลังจะโดนทิ้งเอาไว้ในตรอก 

        แต่ถ้าคิดในแง่บวก เขาเกือบจะตายดังนั้นการที่ยังได้มีชีวิตอยู่ก็เป็นพรในตัวมันเองแล้ว 

        ความคิดสองจิตสองใจเหล่านี้ลอยอยู่ในความคิดของเขาในขณะที่สติของเขาค่อยๆ―

        "จริงเหรอ?"

        "จริงสิ!"

        ในตอนที่ใกล้จะหมดสติ เขาเห็นหญิงสาวหันกลับมา หน้าของเธอนั้นแดง

        "―ฉันน่ะ ฉันน่ะ จะไม่อยู่เพื่อช่วยเขาอย่างแน่นอน"

        แม้แต่ตอนโกรธก็ยังน่ารัก โลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีที่แท้จริงล่ะ

        นั่นเป็นความคิดสุดท้ายก่อนที่เขาจะสลบไป