วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 5: ชื่อของเธอ

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        การมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตรครั้งแรกของเขาในโลกนี้

        ประมาณสามสิบนาทีหลังจากที่เขาเสนอที่จะช่วยเธอในการโต้ตอบที่แสนอบอุ่นนั้น

        "―นี่มันอะไรกันเนี่ย?"

        การสืบสวนของพวกเขานั้นไม่ได้นําไปสู่ที่ไหนเลย

        ดวงตาของหญิงสาวนั้นเย็นชาขณะที่เธอถามคำถามนี้ สายตาที่ไม่พอใจของเธอพุ่งตรงไปที่สุบารุที่เพิ่งค้นพบบางสิ่ง นั่นก็คือ―

        "สายตาที่เย็นชานั่นมันค่อนข้างน่าตื่นเต้นนะ... เดี๋ยวก่อน ไม่นะ เป็นไปไม่ได้ ฉัน นี่ฉัน... เป็น M มาโดยตลอดเลยงั้นเหรอ...?"

        [T/N: M = มาโซคิส]
        "ฉันไม่รู้เกี่ยวกับ 'em' นั่นหรืออะไรก็ตามหรอกนะ แต่มันชัดเจนสําหรับฉัน ว่านายกําลังพูดเรื่องไร้สาระอยู่"

        เธอกอดอกและถอนหายใจ โดยที่ไม่พยายามที่จะซ่อนความขุ่นเคืองของเธอ

        คำวิจารณ์ของเธอค่อนข้างรุนแรง แต่มันอาจจะเหมาะสม ถ้าพิจารณาจากความสำเร็จของสุบารุในช่วงสามสิบนาทีที่ผ่านมานี้

        ตัวสุบารุเองที่เป็นคนเสนอที่จะช่วยเธอค้นหาสิ่งของที่หายไป แต่มีปัญหาหลายอย่างที่ทําให้การค้นหาของพวกเขานั้นยากลำบาก

        อย่างแรกเลยก็คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

        ในส่วนนี้ มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาเพิ่งถูกเรียกตัวมาจากต่างโลก แต่มันเป็นอุปสรรคสําคัญเมื่อพิจารณาจากการที่หญิงสาวก็ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ด้วยเหมือนกัน

        พวกเขาทั้งคู่คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้ทาง และจบลงด้วยการเสียเวลาเดินไปรอบๆ ตรอกเกือบสิบนาที ณจุดนี้มันได้กลายเป็นเรื่องตลกที่จะเล่าไปแล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถที่จะหัวเราะกับมันได้จริงๆ

        อย่างที่สองก็คือ เขาอ่านภาษาของที่นี่ไม่ออก

        เขาละเลยเรื่องนี้ไปเพราะเขาไม่ได้มีปัญหาในการสนทนา แต่เมื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ อีกครั้ง เขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่ดูเหมือนกับอักษรอียิปต์โบราณที่เขียนด้วยลายมือเต็มไปหมด

        เขาไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาว่าพวกมันถูกเขียนไว้บนแผ่นป้ายและสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถ้าไม่ใช่ว่าอักษรรูนลึกลับจะเป็นแฟชั่นของที่นี่ พวกมันก็น่าจะเป็นตัวอักษรของโลกนี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถแยกความแตกต่างของร้านค้าจากแผ่นป้ายได้ และเขาก็ไม่สามารถพึ่งพาป้ายบอกทางเพื่อนำทางได้เช่นกัน

        โดยสรุปแล้ว สิ่งซํ้าๆ ทั่วไปอย่าง "ทําไมพวกเขาถึงพูดและเขียนภาษาเดียวกันล่ะ?!" มันดูเหมือนว่าจะเป็นแค่เรื่องในอดีตเท่านั้น แต่ถ้าใครคิดว่าเขาอาจจะตายในคูนํ้าได้ถ้าเขาไม่มีมัน ก็อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์ของเขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

        "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การที่การค้นหามันจะยากลําบากขนาดนี้มันไม่สมเหตุผลเอาซะเลย..."

        ห่างไกลจากเรื่องราวของฮีโร่ที่มาพร้อมกับพลังสุดโกงที่ไม่มีทางเอาชนะได้ มันดูเหมือนกับว่าเขาไม่มีแม้แต่การเตรียมการขั้นเริ่มต้นเลยด้วยซํ้า  และที่สําคัญที่สุดก็คือ ปัญหาสําคัญที่ทําให้หญิงสาว

        "นายเอาแต่ซ่อนอยู่ข้างหลังฉันมาตลอด นายไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว"

        "ก็แบบ มันค่อนข้างน่ากลัวที่จะคุยกับคนที่เธอเพิ่งเคยเจอนี่นา..."

        "นายไม่ใช่เด็กแล้วนะ..."

        คิ้วที่มีรูปร่างดีของเธอขมวดลงราวกับว่าเธอกําลังปวดหัว และเธอก็พูดด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสาร

        เป็นอย่างที่สุบารุกลัว อุปสรรคในการที่จะรับข้อมูลจากคนแปลกหน้าพิสูจน์แล้วว่ามันมากเกินไปสําหรับเขา ความสามารถในการสื่อสารของเขาลดลงอย่างฉับพลันในช่วงปีที่ผ่านมา เขาเพียงแค่เกาะติดกับเธออย่างเงียบๆ เหมือนกับเด็กขี้อายที่เดินตามแม่ของเขา

        เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง เพื่อตอบสนองต่อความผิดหวังของเธอ  แต่ความขี้ขลาดของเขาก็หยั่งลึกและไม่สามารถที่จะเปล่งคำพูดออกมาได้  ดังนั้น เจ้าแมวบนไหล่ของเธอที่เงียบมาจนถึงตอนนี้ก็เริ่มโบกหางและ

        "ผ่อนคลายก่อนเถอะ…. อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายล่ะนะ"

        "แบบนั้นก็แย่กว่าอีก มันง่ายกว่าที่จะเชื่อว่าเขาคิดร้ายกับฉัน จริงๆ เลย  ทั้งๆ ที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงแต่กับมีความตั้งใจที่ดี  แบบนี้มันยากที่จะรับมือมากกว่าการที่ถูกเกลียดซะอีก"

        "ในที่สุดเธอก็ตรัสรู้แล้วสินะ?"

        ท่าทีที่ไม่ใส่ใจของเจ้าแมวทําให้หญิงสาวถอนหายใจ จากนั้นเธอก็มองไปที่ถนนอีกครั้งและคิดที่จะเริ่มการค้นหาต่อ "แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ"

        "นี่มันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ"

        คำบ่นเล็กๆ น้อยๆ ออกมาจากปากของเธอ หลังจากที่ออกมาจากตรอกที่พวกเขาอยู่ก่อนหน้านี้ และแม้กระทั่งจากถนนที่เชื่อมต่อกับมัน  ตอนนี้พวกเขาอยู่ไกลจากความเร่งรีบและความคึกคักของอารยธรรมขณะที่พวกเขามุ่งหน้าเข้าสู่สลัม แม้ว่าจะท้อแท้  แต่พวกเขายังคงค้นหาต่อไป และสุดท้ายก็มาจบลงที่นี่

        พวกเขาบอกว่าสินค้าที่ถูกขโมยมักจะมาจบลงที่สลัม

        "เรารู้สถานที่และรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ถ้างั้น ทำไมเราไม่ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของตำ... ฉันหมายถึง ยามล่ะ? เราจะหามันเจอทันทีถ้าเรามีคนหลายคนเข้ามาช่วยนะ"

        เจ้าของร้านที่อยู่ห่างไปสองถนนได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับตรอกแคบๆ ที่เชื่อมต่อกับสลัม  มันก็จริงที่พระอาทิตย์กําลังตกดิน แต่ถึงแม้จะอยู่ติดกับถนน ที่นี่ก็ยังมืดมนด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากแหล่งกําเนิดแสง นั่นก็คือ บรรยากาศที่หดหู่และกลิ่นเหม็น

        "บรรยากาศ อารมณ์ และบางทีลักษณะนิสัยของผู้อยู่อาศัยก็อาจจะไม่ดี มันจะเป็นการดีกว่านะ ถ้าลองเรียกใครซักคนมา"

        "ไม่มีทาง"

        เขาไม่ได้แค่ประหม่าหรือกลัว เขาแนะนําสิ่งนี้หลังจากที่พิจารณาถึงความสามารถและความปลอดภัยของหญิงสาวอย่างรอบคอบ แต่เขาก็ถูกปฏิเสธในทันที สุบารุรู้สึกสับสนกับคําประกาศนี้และหญิงสาวก็ดูเหมือนจะรู้สึกผิดอยู่
 
        "ฉันขอโทษนะ แต่นั่นมันไม่ดีหรอก ฉันไม่คิดว่ายามจะมาสนใจเรื่องขโมยเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้หรอกนะ... แล้วก็ ฉันไม่สามารถพึ่งพาพวกเขาได้เนื่องจากสถานการณ์ส่วนตัวน่ะ"

        หลังจากที่พูดเสร็จ เธอก็มองเขาราวกับจะพูดว่า "แต่ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าทําไม" เมื่อเข้าใจว่าเธออาจจะไม่อยากที่จะถูกถาม สุบารุยกมือขึ้นเพื่อแสดงความเห็นพ้อง  เริ่มแรกเลยก็คือ เขาไม่ได้ชอบที่จะสอดรู้สอดเห็นในเรื่องของคนอื่น  และการมีส่วนร่วมกับคนอื่นมากเกินไปก็เป็นความเจ็บปวดอยู่แล้ว ถ้าเขาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนล่ะก็ เขาคงไม่กลายเป็นพวกเก็บตัวหรอก

        "เอาล่ะ ถ้างั้นเราจะทํายังไงกันดีล่ะ?"

        แม้ว่าจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอเลย สุบารุก็ถามถึงแนวทางต่อไปของเธอ

        การไม่แสวงหาเหตุผลและตัดสินใจว่าจะหยุดช่วยเธอหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาอาจจะไม่รู้สถานการณ์ของเธอ แต่เขาก็ไม่อยากจะก้าวก่าย

        บางทีเธออาจจะคิดว่าสุบารุจะทิ้งเธอไว้ที่นี่แน่นอน คิ้วของหญิงสาวก็เลยขมวดขึ้นอย่างประหลาดใจในเรื่องนี้  จากนั้นเจ้าแมวก็เริ่มเต้นบนไหล่ของเธอ

        "ผมบอกเธอแล้ว ใช่มั้ยล่ะ? ว่าไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายเลยน่ะ"

         มันดูร่าเริงมากเมื่อชี้ไปที่สุบารุ อย่างไรก็ตาม การแสดงออกของมันจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที

        "แต่เธอควรจะตัดสินใจอย่างรอบคอบนะ ―ตอนนี้ก็ใกล้จะมืดแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่สามารถช่วยเธอได้ ถ้าเป็นอันธพาลไม่กี่คนก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ว่า... ระวังตัวด้วยนะ"

        "อืม เธอพูดถูกนะ... โอเค ฉันจะลองคิดดู ฉันจะลองคิดดู แต่ว่า"

        คําตอบของเธอนั้นไม่แน่นอน ในขณะที่เธอดูเหมือนจะมีปัญหากับคำตอบของเธอ จู่ๆ สุบารุก็เริ่มสงสัยขึ้นมาและถามเจ้าแมวว่า

        "นายกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ? นายไม่สามารถอยู่รอบๆ ได้ ในเวลากลางคืนงั้นเหรอ?"

        "ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น แม้ว่าผมจะดูน่ารักแต่ผมก็ยังเป็นวิญญาณ อย่างที่นายเห็น แค่การปรากฏตัวอย่างเดียวก็กินมานาเป็นจำนวนมากแล้ว เพราะฉะนั้นในเวลากลางคืนผมจะกลับไปที่โยริชิโระที่ผมอยู่และมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมมานาน่ะ ผมว่าโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 9 a.m.- 5 p.m. ก็น่าจะเหมาะเลยล่ะ"

        [T/N: โยริชิโระ = วัตถุที่ใช้เป็นที่สิงสู่หรืออัญเชิญวิญญาณ]
        "เก้าถึงห้า ฟังดูเหมือนกับข้าราชการเลยนะ...  เงื่อนไขการจ้างงานของวิญญาณนั้นเข้มงวดอย่างคาดไม่ถึงเลยแฮะ"

        คําที่ผิดปกติเช่นวิญญาณหรือโยริชิโระบินไปรอบๆ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ  แต่สำหรับโอตาคุสมัยใหม่ที่ถูกกลืนกินจากเกมและอนิเมะอย่างเขานั้น คงจะไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ที่จะเข้าใจพวกมัน

        อย่างไรก็ตาม เจ้าแมวที่อยู่ตรงหน้าเขา―หรือสัญญาของพัคนั้น ไม่รวมกะกลางคืน เขาดูไม่น่าเชื่อถือแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อพิจารณาว่าอันธพาลจากตรอกเหล่านั้นน่าหวาดกลัวแค่ไหน พัคที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักกันในชื่อ 'วิญญาณ' นั้น ดูเหมือนจะมีพลังที่เหมาะสมที่จัดการกับพวกเขา

        ตัวตนที่สามารถสร้างความหวาดกลัวได้มากกว่าหญิงสาวที่สามารถสร้างนํ้าแข็งได้อย่างน่าอัศจรรย์  ตรงกันข้ามกับบรรยากาศที่งดงามผิดปกติของเขา ธรรมชาติที่แท้จริงของเขาอาจจะเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือดก็ได้

        "พอคิดแบบนั้นแล้ว นายนี่น่ากลัวอย่างคาดไม่ถึงเลยนะ  บอกก่อนนะ ฉันเป็นคนหนังหนียว เพราะฉะนั้นฉันอาจจะไม่อร่อยมากนักหรอก!"

        "ผมค่อนข้างจะอ่านใจนายได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น... นายนี่เพี้อนจริงๆ สินะ?"

        มันรู้สึกเหมือนกับว่าเขาตั้งใจจะพูดแบบนั้นในแบบอ้อมค้อม แต่ล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ที่จะทําเช่นนั้น แล้วหน้าผากที่นุ่มฟูของพัคก็ขยับด้วยท่าทางที่คล้ายกับการขมวดคิ้ว

        "พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว ผมยังไม่รู้ชื่อของนายเลย  ผมไม่คิดว่าเราเคยแนะนําตัวกันไปแล้วนะ"

        "อ๊ะ นั่นสินะ งั้นมาเริ่มที่ฉันก่อนนะ"

        สุบารุกระแอมในลำคอแล้วหมุนตัวไปทันที แล้วเขาก็โพสท่าที่โดดเด่นขณะที่เขาชึ้นิ้วของเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า

        "ชื่อของฉันคือนัตสึกิ สุบารุ! ฉันกำลังหลงทางและหมดตัวด้วย! ยินดีที่ได้รู้จักนะ!"

        "ฟังดูเหมือนว่านายกําลังอยู่ในจุดที่ยากลําบากจริงๆ สินะ เอาล่ะ ผมชื่อพัค ยินดีที่ได้รู้จักนะ" 

        สุบารุยื่นมือออกไปด้วยความปรารถนาดี  และพัคก็บินเข้าไปหามัน  เป็นการจับมือกันแบบไดนามิกกับร่างกายของเขาทั้งหมด แต่ถ้ามองจากมุมมองของคนภายนอก มันดูเหมือนกับว่าสุบารุกําลังบดขยี้พัค

        พัคนั้นให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในร่างตัวใหญ่ เมื่อเขาได้เติมเต็มความรู้สึกอย่างเต็มที่แล้ว  สุบารุก็หันไปหาหญิงสาว 

        "ทําไมนายถึงไม่ทิ้งท่าทีที่ดูสนิทสนมมากเกินไปนั่น ไว้สักครู่ล่ะ? มันดูไม่จําเป็นเลยนะ"

        "ฉันอยู่ตรงจุดที่จนปัญญาและได้พบกับเส้นเชือกที่ฉันสามารถคว้าเอาไว้ได้น่ะ! ให้ตายสิ ฉันจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปหรอกนะ  การพบพานครั้งนี้น่ะ... ชีวิตของฉันขึ้นอยู่กับมัน...!"

        "ความมุ่งมั่นของนายเนี่ยมันไร้สาระจริงๆ เลยนะ นี่นายจำได้มั้ยเนี่ยว่านายมากับเราทำไม?"

        "แน่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้เธอกําลังค้นหาคนแทนที่จะเป็นสิ่งของ  และฉันก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่าพวกนั้นหน้าตาเป็นยังไง... เธอคิดว่าชั้นจะปล่อยให้เธอทิ้งชั้นไว้แบบนั้นเหรอ ฉันจะไม่เผยความลับให้ง่ายๆ หรอกนะ...!"

        "ถึงฉันจะจําที่นายบ่นพึมพำได้ว่า "ผมบลอนด์... และฟันของเธอ... อ๊ะ ไม่มีอะไรหรอกนะ" ในตอนที่นายซ่อนอยู่ข้างหลังฉันในขณะที่เรากำลังไล่ถามคำถามผู้คน ดังนั้น มันก็เท่ากับว่านายเผยออกมานิดหน่อยแล้วนะ"

        "ขอสาปแช่งความโง่เขลาของตัวฉันเอง!!"

        เขาคว้าหัวของตัวเองและก้มลงตรงจุดนั้น มันเหมือนกับว่าเขาเล่นโป๊กเกอร์โดยที่โชว์ไพ่ในมือให้ฝ่ายตรงข้ามดู  การพยายามที่จะเจรจาแบบนั้นมันช่างน่าขำสิ้นดี ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์เป็นมิตรคนแรกของเขาในโลกนี้ แต่ดูเหมือนว่าเธอกําลังจะหนีหายไปจากเขา และนั่นทําให้เขาวิตกกังวลอย่างมาก  นั่นทำให้พัคยิ้มอย่างเยาะเย้ยขณะที่เขาดูความลำบากของสุบารุ

        "ก็นะ ทั้งสองคนยังมีปัญหาของตัวเองที่จะต้องจัดการ  มารับฟังกันในภายหลังและจัดลําดับความสําคัญของปัญหาในมือกันก่อนเถอะ แต่ถึงอย่างนั้น  นั่นเป็นชื่อที่แปลกอยู่นะ"

        "นั่นสิ นั่นไม่ใช่ชื่อที่จะได้ยินแถวนี้เลยนะ แล้วพอพูดถึงแล้ว ผมกับสีตา และแม้แต่เสื้อผ้าของนายก็ค่อนข้างแปลก... นายมาจากที่ไหนเหรอ?"

        "ถ้าว่ากันตามรูปแบบ ก็คงจะเป็นประเทศเล็กๆ ทางทิศตะวันออกล่ะนะ"

        รูปแบบที่ใช้ได้ดีเมื่อพูดถึงเรื่องราวของโลกคู่ขนาน ดินแดนที่โดดเดี่ยวในทางตะวันออกไกล นั่นคือซีปัง

        [T/N:  ซีปังเป็นคําที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกม/อะนิเมะ ดูเหมือนจะมีต้นกําเนิดมาจากมาร์โคโปโล]
        รูปแบบซํ้าๆ แสนวิเศษที่คุณสามารถพูดว่าคุณมาจากประเทศอื่นๆ และคนส่วนใหญ่จะยอมรับมัน  เนื่องจากในโลกดังกล่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักจะขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม

        "ลูกูนิก้าเป็นประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดบนแผนที่ทวีปของเราแล้ว... มันไม่มีอะไรอยู่ทางตะวันออกของที่นี่หรอกนะ"

        "ไม่จริงน่า เอาจริงดิ?! นี่คือตะวันออกไกลสุดเท่าที่ไปได้แล้วเหรอ?! แล้วซีปังล่ะ?!"

        "นายไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน นายหมดตัวและไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้เพราะว่ากลัว... แถมอนาคตของนายยังดูไม่ค่อยดีนัก ในหลายๆ ทาง"

        หญิงสาวดูกระสับกระส่าย ดวงตาของเธอค่อนข้างกังวลขณะที่เธอมองไปที่สุบารุที่กำลังตื่นตระหนก แม้ว่าเธอจะพยายามซ่อนมัน แต่ด้วยนิสัยที่ชอบช่วยเหลือจนเป็นธรรมชาติของเธอ สภาพที่ช่วยไม่ได้ของเขานั้น อาจจะทําให้เธอไม่สบายใจเป็นอย่างมาก พัคเฝ้ามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มขณะที่พวกเขาเจ็บปวดกับสิ่งนี้ แล้วพัคก็เริ่มดึงขนหนวดของเขา

        "เอาล่ะ ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ ตอนนี้เราควรไปที่... ผมเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงแล้ว เพราะฉะนั้น รีบตัดสินใจจะดีกว่านะ?

        "―ฉันจะไป ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้เธอหนีไปได้อยู่แล้ว มันจะสายเกินไปถ้าเธอนํามันไปในที่ที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้"

        นั่นคือคําตอบของเธอต่อพัค จากนั้นเธอก็หันไปหาสุบารุ

        "ฉันจะเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ แต่ว่า... เส้นทางข้างหน้าจะต้องอันตรายมากขึ้นแน่นอน พอตกกลางคืน อาจจะมีคนที่ไม่ประสงค์ดีโผล่มาแน่ และแรกเริ่มเลยก็คือที่นี่เป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก  ถ้ากลัวล่ะก็ นายจะรอที่นี่ หรือตามหลังฉันเหมือนที่นายเคยทํามาก่อนก็ได้"

        "ฉันจะต้องขี้ขลาดแค่ไหนถึงจะตัดสินใจที่จะอยู่ข้างหลังล่ะเนี่ย! ฉันจะไป! ฉันจะตามติดอยู่ข้างหลังเธอตลอดเวลาเลย!"

        "มันไม่มีทางที่จะให้ไปข้างหน้า ฮา... นั่นคงจะดีแล้วเพราะว่าฉันจะได้ไม่ต้องกังวลมากนัก"

        เธอถอนหายใจหลายครั้งมาก จนเขาลืมที่จะนับไปแล้ว สุบารุใคร่ครวญว่าเขาทำให้สีหน้าของเธอแย่ลงได้อย่างไร พอนึกย้อนกลับไปแล้ว เขายังไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดตอนโกรธเธอยังดูน่ารักขนาดนั้น ดังนั้นรอยยิ้มของเธอจะต้องเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดในโลกอย่างแน่นอน

        "เธอมีไม้ขีดไฟให้ฉันบ้างมั้ย? ไม่เหรอ ถ้างั้นกระป๋องล่ะ!"

        "... อะไรน่ะ จู่ๆ ก็?"

        "แปลกจัง ไม่มีเหรอ แต่ ทำไมล่ะ... อ๊า! บ้าเอ้ย! โลกนี้ไม่มีกระป๋องงั้นเหรอ! อะ เอิ่ม... ตู้เย็นของเธอกำลังทำงานอยู่รึเปล่า?... ตู้เย็นก็ไม่มีเหมือนกันงั้นเหรอ?!"

        "ความผิดปกติในการพูดและลักษณะของเขาในตอนนี้... มันคงไม่ใช่คำสาปหรืออะไรทำนองนั้นหรอก ใช่มั้ย?"

        "ไม่หรอก ทั้งหมดนั่นเป็นความจงใจน่ะ แถมเขายังใส่หัวใจและจิตวิญญาณลงไปในนั้นด้วย ถึงมันจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงเลยก็เถอะ"

        บางทีเขาอาจจะคาดเดาสาเหตุของความพยายามของสุบารุได้ พัคถึงอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดีพอสมควร ในทางกลับกัน มันส่งผลให้หญิงสาวมีความสงสัยต่อสุบารุที่เริ่มทำตัวเพี้ยนๆ ในทันใด

        ด้วยความเสียใจที่การเล่นคำของเขามันใช้ได้เฉพาะที่โลกเก่าเท่านั้น สุบารุเลยส่ายหัวไปมาอย่างสิ้นหวัง จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากเกินไปจนมองไม่เห็นภาพรวม นี่ก็เป็นหนึ่งในข้อบกพร่องของเขาเช่นกัน

        "อะไรคือความแตกต่างระหว่างสโนว์แมนกับสโนว์วูแมน? สโนว์บอลยังไงล่ะ!"

        ในที่สุดเขาก็ค้นพบสิ่งที่ไม่ต้องพึ่งพาความรู้สมัยใหม่ แต่ปฏิกิริยาของหญิงสาวนั้นไม่ได้ดูดีเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็หันกลับไปอย่างเย็นชา

        สายตาของเธอจับจ้องไปที่ตรอก อาจจะเป็นการบ่งบอกว่าเธอจะไม่เล่นด้วยไปมากกว่านี้แล้ว

        ความปรารถนาของเขาที่จะเห็นรอยยิ้มของเธอนั้นได้ย้อนกลับมาทำร้ายเขาอย่างสมบูรณ์

        "―นายพอใจรึยังล่ะ สุบารุ"

        หญิงสาวเรียกหาสุบารุ ที่ตอนนี้ความเกลียดชังตนเองของเขาได้พุ่งถึงขีดสุดแล้วเนื่องจากความพยามยามอันยํ่าแย่พร้อมกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย

        ความจริงที่ว่าเธอพูดชื่อเขาเป็นครั้งแรก และความคิดที่ว่ามีเพศตรงข้ามเรียกชื่อของเขาอย่างคุ้นเคยนั้นมันทำให้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย

        "อะ อื้อ สะ-สบายอยู่แล้ว ฉันรู้สึกดีมาก ฉันชนะได้แน่!"

        "แล้วทำไมนายถึงสั่นแบบนั้นล่ะ... ฉันเข้าใจว่านายกลัว แต่เรายังไม่ได้เข้าไปด้วยซํ้า ถ้านายกลัวมากนัก มันจะดีกว่านะถ้านายรออยู่ที่นี่นะ"

        ด้วยความกังวลที่ผิดทางนี้ เธอจึงถอนหายใจเล็กน้อยและหันความสนใจของเธอออกไปจากเขาจริงๆ

        ขณะที่เขามองเธอเดินเข้าไปในตรอก จู่ๆ สุบารุก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเขาจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ตาม

        โดยการที่บอกให้เขารออยู่ที่นี่ มันก็เป็นการส่งสัญญาณว่าเธอจะกลับมาหาเขาเมื่อพบมัน

        "นี่มันแย่มาก ฉันโครตจะไม่เท่เลย"

        ถึงแม้ว่าเขาจะเสนอที่จะช่วย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเธอเลย และยิ่งไปกว่านั้นเขายังไปทำให้เธอต้องมาเป็นห่วงเขา

        สุบารุตบแก้มของเขา เขาใช้ความเจ็บปวดเพื่อบังคับตัวเองให้จดจ่อและก้าวไปข้างหน้า เขายังคงมีหลายสิ่งให้บ่น ถ้าถูกบังคับให้เข้าสู่โลกที่โหดร้ายแบบนี้ทุกคนก็คงจะรู้สึกหมดหนทางแน่นอน แต่เขาไม่ได้คิดไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม

        "การพึ่งพาเธอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าสมเพช อย่างน้อยฉันก็ควรจะตอบแทนเธอกลับบ้าง"

        ถึงแม้ว่าจะต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่เขาก็ต้องยืนด้วยสองขาของตัวเอง ―แต่ทั้งๆ ที่พยายามโฟกัส เขากลับลงเอยด้วยการมุ่งเน้นไปที่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ

        "แต่พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว มันยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"

        ในตอนที่เขาตะโกนเรียกเธอจากทางด้านหลัง เขาเห็นเธอเหลือบมองเขาผ่านช่องว่างระหว่างผมสีเงินของเธอ ถึงแม้การเหลือบมองข้างนี้จะมีเสน่ห์อย่างน่ากลัวก็ตาม แต่สุบารุก็สามารถถามคําถามของเขาออกไปได้

        "ฉันรู้ชื่อแมวของเธอแล้ว แต่ฉันยังไม่รู้ชื่อของเธอเลย"

        คำถามที่ค่อนข้างขี้เล่นนี้ทำให้เธอมองไปข้างหน้าและเงียบไปครู่หนึ่ง สิ่งนี้ทำให้สุบารุตื่นตระหนก และสงสัยว่าเขาทำพลาดไปรึเปล่า บางทีความเงียบก่อนหน้านี้อาจจะเป็นการบ่งบอกว่าเธอไม่ต้องการจะบอกชื่อของเธอให้กับเขา ปัญหาในการสื่อสารทำให้เขาไม่สามารถเข้าใจจิตใจของผู้อื่นได้ ยิ่งเป็นผู้หญิงก็ไม่ต้องพูดถึง นี่มันจะยังสามารถแก้ไข―

        "―ซาเทลล่า"

        "โอ๊ะ?"

        ขณะที่เขาเจ็บปวดกับเรื่องนี้ เสียงกระซิบอย่างกะทันหันของเธอทำให้เขาประหลาดใจ เธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา แล้วเธอก็พูดซ้ำอีกครั้งโดยที่ไม่ได้สื่ออารมณ์ใดๆ ออกมา

        "นายจะเรียกฉันว่าซาเทลล่าก็ได้"

        ขณะที่เธอบอกชื่อ ท่าทีของเธอก็บ่งบอกว่าเขาไม่ควรเรียกเธอแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าเป็นไปได้สุบารุก็อยากจะรู้นามสกุลของเธอด้วย แต่เขาไม่สามารถเรียกชื่อเธอแบบนั้นได้ ดังนั้นเขาจึงเงียบไป สำหรับตอนนี้เขาจะกล่าวถึงเธอในแบบบุคคลที่สองไปก่อน มันเป็นการประนีประนอมที่ค่อนข้างน่าเศร้า เบื้องหลังการแลกเปลี่ยนนี้ พัคก็บ่นพึมพำจากภายในผมของเธอ
 
        "―นั่นเป็นรสนิยมที่แย่มากเลยนะ"

        แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้ยินคำบ่นนี้

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ตอนที่ 4: ตอบแทนการหนุนตัก

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        สำหรับสุบารุแล้ว ความรู้สึกตอนตื่นขึ้นนั้นมันคล้ายกับการยกหัวขึ้นจากน้ำ แสงแดดได้ส่องเข้าตาของเขาในขณะที่เปลือกตาของเขาแยกจากกัน ทำให้เขาทำหน้าบูดบึ้งขณะขยี้ตา แต่เขาค่อนข้างตื่นตัวดี เมื่อเขาลืมตาขึ้น สติก็จะตามมาในไม่ช้า

        "อ๊ะ ตื่นแล้วเหรอ?"

        เสียงนั้นดังอยู่เหนือหัว ในขณะที่สุบารุหันมาเผชิญหน้า ร่างกายของเขายังคงอยู่บนพื้น และเขาตระหนักได้ว่าหัวของเขาวางอยู่บนบางสิ่งที่ค่อนข้างนุ่ม

        "อย่าเพิ่งขยับสิ หัวนายยังเจ็บอยู่ เพาะฉะนั้นมันไม่ปลอดภัยนะ"

        เสียงที่เป็นห่วงเขานั้นช่างอ่อนโยน และความรู้สึกใต้หัวของเขานั้นเป็นความสุขอันสูงสุดอย่างหนึ่ง สุบารุนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะหมดสติ และสรุปได้ว่าขณะนี้เขากำลังประสบกับพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ชายจะได้รับ

        ―เห้ย สาวสวยคนนั้นให้ฉันนอนหนุนตักงั้นเหรอ?!

        ด้วยการใช้ประโยชน์จากพรอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สุบารุเริ่มพลิกตัว เพื่อที่จะเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกของต้นขาของเธอให้ไปจนถึงในหัวใจของเขา

        การเคลื่อนไหวเป็นวงกลมของเขานำความรู้สึกที่น่ายินดีมาที่แก้มของเขา ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมไปด้วยความอ่อนนุ่ม

        ―ให้ตายสิ สาวสวยมีขนเยอะกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ซะอีก

        "ใช่ก็บ้าแล้ว―!"

        "ดีใจที่เห็นนายตื่นแล้วนะ (เสียงสูง)"

        สุบารุเงยหน้าขึ้นมอง ตอนนี้เขาตื่นดีแล้ว เขาเลยสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาได้อย่างชัดเจน ในสายตาที่กลับหัวกลับหางของเขาคือใบหน้าของแมวตัวใหญ่ สีหน้าของมันช่างดูยินดีในขณะที่มันกำลังยิ้ม

        "ผมตัดสินใจที่จะมีน้ำใจและให้ความสะดวกสบายกับนายจนกว่านายจะตื่นน่ะ (เสียงสูง)"

        "ก่อนอื่นเลย หยุดทำเสียงแบบนั้นก่อนเถอะ"

        หลังจากที่ต้องมาตกอยู่ในอยู่ในสถานการณ์บ้าบอที่ได้รับการหนุนตักจากแมวขนาดเท่าคน แต่นั่นกลับเป็นคำขอเดียวของสุบารุ แล้วเขาก็กลับไปเพลิดเพลินกับความรู้สึกของปุกปุยเพราะมันเป็นข้อเสนอที่ดี

        "นุ่มนิ่ม... นุ่มนิ่มมากเลย คุณได้สร้างอะไรขึ้นมาบนโลกนี้กันนะ พระเจ้า?"

        "โอ้ ดูเหมือนว่ามันจะคุ้มค่าที่ผมเปลี่ยนขนาดนะ ถ้ามันทําให้นายมีความสุขได้มากขนาดนี้ ใช่มั้ยล่ะ?"

        เจ้าแมวตัวใหญ่เกาหัวอย่างอายๆ และขยิบตาราวกับว่ากําลังมองหาข้อตกลง ในทิศทางที่มันมองไป ตรงทางเข้าตรอก หญิงสาวยืนพับแขนของเธอด้วยความไม่พอใจ เธอคือหญิงสาวที่ถูกแผดเผาเข้าไปในดวงตาและความทรงจำของเขาก่อนที่เขาจะหมดสติไป

        "เอาง่ายๆ เลยก็คือ นายก็คือเจ้าแมวตัวเล็กก่อนหน้านี้สินะ?"

        "ฟุฟุฟุ ขนาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระทําให้เหมาะสําหรับการเคลื่อนย้าย นอกจากนี้มันยังทำให้วันของคุณสดใสขึ้นด้วยบทสนทนาที่ตลกขบขัน เจ้าแมวสำหรับทุกคน เข้ากันได้ดีกับไลฟ์สไตล์ของคุณ! สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดต่อสมาคมวิญญาณนะ"

        มันดีดนิ้วอย่างรวดเร็วและเริ่มนำเสนอจุดขาย ถึงตัวเนื้อหาจะไม่ค่อยตรงประเด็นนัก แต่สุบารุก็เข้าใจว่านั่นอาจจะเป็นนิสัยของมัน

        "งั้นเธอก็รออยู่จนกระทั่งฉันตื่นเลยสินะ..."

        "อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันมีคำถามจะถามนาย ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องอยู่ยังไงล่ะ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ฉันคงทิ้งนายเอาไว้ที่นี่แล้วล่ะ เข้าใจแล้วนะ"

        เมื่อถูกเน้นย้ำมากขนาดนั้น แม้แต่สุบารุเองก็ตอบอะไรกลับไม่ได้ เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน ราวกับว่าเธอกำลังกดดันเขา เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการสื่อสารระดับ 1 ของเขาที่แย่ยิ่งกว่าเมื่ออยู่กับเพศตรงข้าม ดังนั้นสิ่งที่สุบารุทำได้ทั้งหมดคือพยักหน้า

        "และนั่นก็รวมถึงการที่ฉันรักษานายและให้นายได้เพลิดเพลินกับตักของพัคด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวฉันเอง เพราะฉะนั้นฉันจะให้นายตอบแทนฉันเดี๋ยวนี้ล่ะ"

        "ถึงเธอจะแสดงท่าทางแบบนั้น แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่คำขอธรรมดา ใช่มั้ยล่ะ?"

        ทำอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น แต่เพื่อตอบสนองต่อคําพูดของเขา หญิงสาวส่ายหัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

        ไม่ใช่นะ ฉันกำลังเรียกร้องอยู่ต่างหากล่ะ ― เอาล่ะ นายรู้ใช่มั้ยว่าใครขโมยเหรียญตราของฉันไปน่ะ?

        สุบารุยอมรับกับท่าทางของเธออย่างกังวลใจ และด้วยเหตุผลบางอย่างเธอก็ลดเสียงลงแล้วถามเขาเรื่องนี้

        สุบารุไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเอียงศีรษะของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขามีความรู้สึกที่รุนแรงว่าเขาเคยได้ยินคำถามนี้มาก่อนแล้ว ก่อนที่เขาจะหมดสติไป

        "นี่หัวฉันกระแทกหนักมากเลยเหรอ ในตอนที่ฉันหมดสติไปน่ะ?"

        "นายสลบไปอย่างน้อยห้านาที แต่เท่าที่ฉันรู้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรร้ายแรงนะ"

        "งั้นนี่ก็อาจจะเป็นเดจาวู? บางทีฉันอาจจะปลุกพลังที่ซ่อนอยู่บางอย่างที่ทําให้ฉันสัมผัสถึงอนาคตอันใกล้ได้?"

        บางทีเขาควรจะเรียกความสามารถนี้ว่า "กลับมาเมื่อวันก่อน"

        [T/N: กลับมาเมื่อวันก่อน จริงๆ แล้ว เป็นคำสแลงภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงการบอกใครซักคนให้ไปแล้วไม่ต้องกลับมา]
        การหาคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามอาจเป็นประโยชน์มากกว่า บางทีก็เป็นไปได้ที่จะเตรียมตัวสำหรับคำถามยากๆ ในการทดสอบ ความฝันของเขาเริ่มที่จะสูญเสียการควบคุม

        "อ๊ะ ฉันเป็นพวกเก็บตัวนี่นา!"

        "เลิกเมินฉันแล้วใจเย็นลงก่อนได้มั้ย? เอาล่ะ ตอบคำถามฉันมาสิ"

        "เอ่อ... ฉันคงต้องบอกว่า... ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นั่นแหละ"

        สิ่งที่เรียกว่าเหรียญตราก็คงเหมือนป้ายพวกนั้น ของพวกคนอย่างทนาย อัยการหรือสมาชิกของกองกำลังป้องกันตนเอง ฯลฯ ที่ต้องใช้พิสูจน์ตัวเอง

        น่าเสียดายที่สุบารุไม่มีความทรงจำใดๆ เลยว่าได้เห็นสิ่งนี้ในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงที่เขาอยู่ที่นี่

        ถ้าเป็นที่บ้าน เขามีเหรียญตราของเล่นที่เขาสะสมมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาไม่รู้ว่าจะกลับไปที่นั่นได้ยังไง แต่เขาคงจะโดนน้ำแข็งทุบแน่ ถ้าเขาพยายามเสนอให้เธอ

        เพราะฉะนั้น คำตอบของเขาคงจะไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของเธอได้ แต่หญิงสาวก็พยักหน้า และดูไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

        "เข้าใจแล้ว อย่างน้อยฉันก็ได้รู้ว่านายไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับค่าชดเชยที่รักษาให้นาย"

        ตรรกะของเธอที่ยอมเสียทุกอย่างจะต้องทำให้นักต้มตุ๋นที่ขี้โกงที่สุดตกตะลึงอย่างแน่นอน ทิ้งสุบารุที่ตกตะลึงไว้ข้างหลัง เธอปรบมือดังๆ ราวกับว่าเธอได้ลืมเรื่องทั้งหมดนี้ไปแล้ว

        "งั้นฉันไปก่อนนะ ขอโทษนะ ฉันกำลังรีบอยู่น่ะ แผลของนายก็ใกล้จะหายแล้ว และคนพวกนั้นก็คงจะไม่ตามนายมาอีก ถ้าดูจากการที่พวกนั้นกลัวมากขนาดไหน แต่การเดินเข้าไปในตรอกร้างคนเดียวในเวลาแบบนี้มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ เลยนะ อ๊ะ ฉันไม่ได้เป็นห่วงหรืออะไรนะ แค่เตือนก็เท่านั้นล่ะ ถ้ามันเกิดขึ้นอีกฉันไม่มีเหตุผลที่จะช่วยนาย ดังนั้นอย่าคาดหวังอะไรเลยจะดีกว่านะ"

        ปากของเธอขยับอย่างรวดเร็วในขณะที่เธอกำลังพูด และบางทีเธออาจจะตีความว่าความเงียบของสุบารุดูเหมือนจะเป็นการตกลง เธอจึงดูพอใจเมื่อเธอหันหลังกลับไป

        ผมยาว สีเงินของเธอพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของเธอ และแม้แต่ในตรอกที่มืดมิดนั้น มันก็ยังมีความแวววาวราวกับประกายของเทพนิยาย

        จู่ๆ ท่าทางสนับสนุนของสุบารุก็หายไปอย่างกะทันหันและเขาก็รีบหยุดตัวเองไม่ให้ล้มลง เมื่อเขาหันกลับไป ก็ไม่พบร่างของเจ้าแมวตัวใหญ่ที่ไหนเลย แต่มันกลับไปอยู่ในขนาดเท่าฝ่ามือเหมือนที่เขาเห็นครั้งแรก ในขณะที่กำลังลอยไปมาในอากาศเหมือนลูกโป่ง มันก็หันไปทางหญิงสาว

        "ขอโทษด้วยนะ เธอไม่สามารถตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้น่ะ ลูกสาวของผมคนนี้ อย่าคิดว่าเธอแปลกเลยนะ"

        หลังจากที่พูดแบบนั้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง เจ้าแมวก็ค่อยๆ ตกลงบนไหล่ของเธอ เธอตบแผ่นหลังของมันราวกับว่าจะยืนยันว่ามันอยู่ หลังจากนั้นมันก็หายไปในเส้นผมของเธอ

        สายตาของสุบารุมองตามร่างที่ร่าเริงของเธอขณะที่เธอกำลังเดินจากไป และเขาก็ไตร่ตรองถึงสิ่งที่เจ้าแมวพูดกับเขาอย่างตั้งใจ

        ―แรงจูงใจที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังคําพูดและการกระทําของเธอ

        ดูเหมือนว่าเธอจะถูกขโมยบางสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเธอ และเธอก็กำลังไล่ตามคนร้าย จากนั้นเธอก็เห็นคนแปลกหน้าถูกทําร้าย แต่ก็ยังหยุดเพื่อช่วยเขา

        ที่สำคัญที่สุด เธอยังเสียเวลารักษาเขาและดูแลจนกว่าเขาจะตื่น จากนั้นก็ถามคําถามก่อนหน้านี้ของเธอซํ้าและถือว่าค่าตอบแทนเพียงพอเพื่อที่เขาจะได้ไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเธอ

        นั่นมันมากเกินกว่าที่จะสามารถพูดได้ว่าเธอไม่ตรงไปตรงมากับสิ่งต่างๆ แล้ว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นใครบางคนที่มีน้ำใจอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ เธอมีสิทธิทุกอย่างที่จะว่าเขา และเขาจะยอมรับมันทั้งหมด

        แต่สุดท้าย เธอกลับไม่ทำอย่างนั้น และเธอก็ไม่ได้ร้องขอคำขอโทษ ทำไมน่ะเหรอ? ถ้าตามที่เธอกล่าวมา มันเป็นเพราะการช่วยเหลือเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เห็นแก่ตัวของเธอ

        "ใช้ชีวิตแบบนั้น เธอจะเสียทุกอย่างไปไม่ใช่รึไง"

        เขายืนขึ้นด้วยคำพูดเหล่านั้นและตบเสื้อที่เปื้อนดิน ความสกปรกทําให้เสื้อของเขาโดดเด่นขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เสียหายมากนัก และที่สำคัญที่สุด ความเจ็บปวดจากการถูกตีก็หายไปแล้ว เขาหมุนไหล่และเหยียดขาพร้อมกับยืนยันอาการของตัวเอง และเป็นอีกครั้งที่เขาตระหนักได้ถึงความไม่สมเหตุผลของเวทมนตร์

        รวมถึงความไม่ปกติของหญิงสาวเช่นกัน ทั้งๆ ที่ทําเพื่อเขามากขนาดนี้แต่กลับไม่เรียกร้องอะไรตอบแทนเลย

        "―นี่ รอก่อนสิ!"

        ขณะที่เธอมองไปรอบๆ จุดที่ตรอกเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก ก็ได้มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลังของเธอ เธอใช้มือลูบผมให้เรียบ และหันกลับไปด้วยท่าทางหงุดหงิด

        "อะไรอีกล่ะ? พวกเราก็พูดทุกอย่างที่ต้องพูดกันไปแล้วนี่ ดังนั้นเราก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกแล้วสิ เราเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เส้นทางตัดกันชั่วขณะหนึ่งก็เท่านั้นเอง"

        "อย่าพูดให้ปวดใจแบบนั้นสิ! แล้วก็ถึงเธอตั้งใจจะจบมัน แต่ฉันคิดว่ามันยังไม่จบหรอกนะ"

        ดวงตาของเธอเย็นชาขณะที่เขาเข้าใกล้ บางส่วนของเขาคิดว่าฉากนี้เหมือนกับการที่ผู้ชายไล่ตามหญิงสาวที่ทำเย็นชาใส่เขา แต่เขายังคงเดินไปข้างหน้า แล้วกางแขนเพื่อปิดกั้นเส้นทางของเธอ

        "สิ่งนั้นมันสำคัญสำหรับเธอมาก ใช่มั้ยล่ะ? ให้ฉันช่วยเธอหาเถอะ"

        "แต่นายไม่..."

        "จริงอยู่ที่ฉันไม่รู้เบาะแสหรือชื่อของคนร้าย ภูมิหลังหรือเครื่องรางเลย แต่อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าเธอหน้าตาเป็นยังไง! เธอเป็นพริตตี้เกิร์ลที่มีฟันเขี้ยวและผมสีบลอนด์ที่โดดเด่น! เธอเตี้ยกว่าเธอและน่ารักด้วย และอาจจะอายุน้อยกว่า 2-3 ปี แต่ฉันว่า―?!"

        มันเป็นนิสัยเสียของเขาที่จะเครียดและพูดด้วยความเร็วสูงเมื่อเขาหมดปัญญา นิสัยที่แสดงออกอย่างชัดเจนในขณะนี้ ถ้าพูดตรงๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกรังเกียจนิสัยนี้

        ―มันมีสิ่งที่ไม่จำเป็นมากมายเช่นทรวงอกหรือเครื่องราง แล้วยังใช้คำอย่าง 'พริตตี้เกิร์ล' หรือ 'เรียลลี่' นี่ฉันเป็นใครกันแน่เนี่ย? ฉันยอมแพ้กับภาษาอังกฤษไปตอนเรียนมัธยมต้นปีหนึ่งแล้วนะ

        ในช่วงที่เขาเรียนมัธยมต้นปีหนึ่ง เขาทิ้งหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของเขาในช่วงวันหยุดฤดูร้อนและสาบานว่าจะไม่ใช้คำจากภาษาอื่นอีก

        ถ้างั้นทำไมเขาถึงพึ่งใช้คำภาษาอังกฤษในคำพูดของเขาล่ะ―

        ดูเหมือนว่าสุบารุกำลังจะเริ่มต้นการเดินทางค้นหาตัวเอง ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสียใจ หลังของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น แขนของเขาอยู่ในสภาพที่ยํ่าแย่เนื่องจากเหงื่อออกจากฝ่ามือและรักแร้ แถมเขายังถูกทรมานจากอาการใจสั่น หายใจไม่ออก เวียนศีรษะ โลหิตจาง คัดจมูก และไมเกรน ในขณะที่เขายืนอยู่ที่นั่น

        เขาทำให้ตัวเองจนมุม และสิ่งที่ช่วยเขาไว้ก็คือ

        "―นายเป็นคนที่แปลกจริงๆ"

        เสียงของหญิงสาว เธอวางนิ้วไปที่ริมฝีปากของเธอพร้อมกับเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับกำลังมองสัตว์หายาก เธอจ้องมองเขาราวกับว่ากำลังประเมินเขาแล้วก็

        "บอกเอาไว้ก่อนนะ ฉันไม่สามารถให้อะไรตอบแทนนายได้ ฉันหมดตัวอยู่น่ะ"

        "เห็นมั้ยล่ะ มันถูกขโมยไปหมดแล้ว"

        "ใจเย็นๆ ฉันก็หมดตัวอยู่เหมือนกัน"

        "ถึงนั่นจะไม่ได้ทำให้เธออุ่นใจขึ้นก็เถอะ"

        เพิกเฉยต่อคำอุทานที่เปล่งออกมาเป็นระยะ สุบารุกระแทกหน้าอกของเขาอย่างรุนแรง

        "แล้วก็ฉันไม่ต้องการรางวัลหรืออะไรหรอกนะ ฉันแค่อยากจะขอบคุณน่ะ"

        "ฉันไม่ได้ทำอะไรที่สมควรได้รับคำขอบคุณจากนายหรอกนะ แล้วนายก็ตอบแทนฉันสำหรับการรักษาแล้วด้วย"

        เธอยังคงดื้อรั้นจนถึงที่สุด

        ทัศนคติที่ดื้อรั้นของเธอทำให้สุบารุยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมกับพูดต่อว่า "ถ้าอย่างนั้น"

        "ฉันก็จะช่วยเธอเพื่อประโยชน์ของตัวเองด้วยเหมือนกัน เป้าหมายของฉันก็ ใช่แล้ว นั่นไง ฉันต้องการที่จะทำความดีน่ะ!"

        "ทำความดี?"

        "ใช่แล้ว ถ้าเธอทำเยอะๆ เธอก็จะได้ไปสวรรค์ตอนตายยังไงล่ะ มันเป็นชีวิตในฝันของฉันเลย เกียจคร้านเท่าที่่ต้องการ ใช้ชีวิตตามใจตัวเองตามใจชอบ และเหมือนกับว่ามันกำลังรอฉันอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอต้องให้ฉันช่วยยังไงล่ะ"

        แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไร แต่เขาพูดในสิ่งที่เขาต้องการ เขาดูราวกับว่าได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ แต่หญิงสาวดูค่อนข้างจะครุ่นคิด อย่างไรก็ตาม เจ้าแมวบนไหล่ก็เริ่มเอาอุ้งเท้าแหย่แก้มของเธอ

        "ผมไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ เลย เพราะฉะนั้นถ้ารับข้อเสนอของเขามันจะไม่ดีกว่าเหรอ? แถมเธอยังไม่มีเบาะแสอะไรเลยและเธอแทบจะไม่สามารถค้นหาทั่วทั้งเมืองหลวงได้"

        "แต่ว่า... ฉัน"

        "ความดื้อรั้นของเธอนั้นแน่นอนว่าน่ารัก แต่มันคงโง่เง่าถ้าจะลืมเป้าหมายของเธอเพราะมันนะ ผมไม่อยากที่จะคิดว่าลูกสาวของตัวเองเป็นเด็กโง่หรอกนะ"

        เจ้าแมวยักไหล่ขณะที่มันยั่วยุเธอ ทำให้เธอเลิกคิ้ว จากนั้นเธอก็ต้องรําคาญกับไม่กี่วินาทีของ "โอ้" "ไม่" และ "อืม" แต่ในท้ายที่สุด

        "―ฉันให้อะไรนายไม่ได้จริงๆ เข้าใจนะ"

        พอพูดจบ เธอก็จับมือของเขาที่ยื่นออกมา

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 3: การเผชิญหน้าครั้งแรกกับเวทมนตร์

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        "เวลานั้นได้หยุดลง" คําๆ นี้เหมาะสําหรับช่วงเวลาดังกล่าว ที่ในขณะนี้ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้าตรอก

        เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก

        เธอมีผมสีเงินที่ยาวจนถึงสะโพกของเธอ สายตาที่แหลมคมของเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา หน้าตาที่ดูอ่อนโยนของเธอนั้นทั้งเย้ายวนและอ่อนเยาว์และเธอยังปล่อยบรรยากาศของชนชั้นสูงที่มีเสน่ห์ออกมาอย่างอันตราย

        เธอสูงประมาณ 160 เซนติเมตร และถึงแม้ว่าเสื้อผ้าโทนสีรอยัลบลูของเธอนั้นจะไม่ได้ดูฉูดฉาดมากนัก แต่ความเรียบง่ายของมันนั้นก็เน้นย้ำให้การปรากฏตัวของเธอนั้นดียิ่งขึ้นไปอีก หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือตราบนเสื้อของเธอ ที่น่าจะเป็นนกเหยี่ยว แต่แม้แต่ความงดงามของมันก็เป็นเพียงการส่งเสริมความงามของเธอให้สูงขึ้นก็เท่านั้น

        "ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกนายทำอะไรแบบนั้นหรอกนะ หยุดเดี๋ยวนี้เลย"

        เธอเริ่มพูดอีกครั้งหนึ่ง เสียงของเธอนั้นเร้าอารมณ์มากพอที่จะทำให้ร่างกายเกิดการสั่นเทาได้

        เสียงของเธอเหมือนกับระฆังสีเงิน มันช่างไพเราะและคำพูดของเธอยังมีพลังมากจนทำให้ใจสั่นได้

        สุบารุนั้นรู้สึกท่วมท้น จนถึงขนาดที่เขาลืมปัญหาของตัวเองในตอนนี้ไปจนหมด สิ่งที่เขาคิดได้มีเพียงแค่เธอเท่านั้น

        พวกโจรนั้นก็ไม่ต่างกัน เมื่อได้เผชิญกับความเกลียดชังของเธอ ความเข้มแข็งก่อนหน้านี้ของพวกนั้นก็หายไป

        แม้แต่ชายที่ถือมีดก็ยังหน้าซีด ในขณะพวกนั้นค่อยๆ ถอยเข้าไปในตรอก

        "เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ แต่เราจะปล่อยเจ้านี่ไปก็ได้! เพราะฉะนั้นยกโทษให้พวกเราเถอะ..."

        "มันดีที่พวกนายยังคงมีความมีเมตตาอยู่ มันยังไม่สายเกินไปหรอกนะ ดังนั้นคืนสิ่งที่ขโมยไปมาซะ"

        "มันเป็นความผิดของพวกเราเอง... เอ๊ะ? ขโมยอะไรนะ?"

        "ขอร้องล่ะ มันสำคัญมากๆ เลย ฉันยอมให้ได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่สิ่งนั้น - ถ้าคืนมันมาตอนนี้ล่ะก็ ฉันจะไว้ชีวิตพวกนาย"

        ถึงแม้ว่าคำพูดของเธอจะเป็นคำอ้อนวอน แต่ส่วนสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่ามันเต็มไปด้วยความโกรธ

        สายตาที่จ้องมองมาของเธอนั้นแหลมคม และมือที่เธอเอื้อมออกมาข้างหน้านั้นมันว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดอยู่ในฝ่ามือของเธอ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนที่นั่นรู้สึกได้

        "ดะ-เดี๋ยวก่อน!... เอิ่ม บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนะ?"

        "...อะไรนะ?"

        พวกนั้นชี้ไปที่สุบารุที่ยังอยู่ภายใต้รองเท้า

        "เอ่อ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยเจ้านี่ ใช่รึเปล่า?"

        "...เสื้อผ้าของเขาดูแปลกจัง บางทีพวกนายอาจจะมีความขัดแย้งกันภายในงั้นเหรอ? ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าฉันเห็นด้วยกับการที่พวกนายรุมเขาอยู่แบบนั้น แต่ถ้าถามว่าฉันมีความเกี่ยวข้องกับเขามั้ยล่ะก็ ก็คงต้องตอบว่าไม่มีหรอกนะ"

        บางทีเธออาจจะคิดว่าพวกเขาพยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ น้ำเสียงของเธอจึงดูเคืองๆ ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะสับสนกับเรื่องนี้ พวกโจรก็เลยเริ่มพูดกันอย่างเร่งรีบ

        "โว้ว-ดะ-เดี๋ยวก่อน! ถ้าเธอไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้านี่ล่ะก็ งั้นเราก็ไม่น่าจะต้องมีปัญหาต่อกันนะ! แล้วก็ถ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เธอถูกขโมยไปล่ะก็ อาจจะเป็นผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ได้นะ!"

        "อะ-อา ใช่แล้ว! ผู้หญิงคนเมื่อกี้ เธอเพิ่งวิ่งไต่กำแพงขึ้นไปบนหลังคาน่ะ!"

        "ใช่ ตรงนั้นแหละ! ตอนนี้เธอน่าจะอยู่ห่างออกไปสามบล็อกแล้วล่ะ!"

        ในขณะที่พวกนั้นให้คำอธิบายอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอก็ได้ผสานกับของสุบารุ

        ดวงตาของเธอดูเหมือนจะถามว่าพวกนั้นกำลังพูดความจริงรึเปล่า และสุบารุก็พยักหน้าตามสัญชาตญาณ

        เมื่อเห็นแบบนี้ หญิงสาวก็พยักหน้าอย่างอึกอักด้วยความเข้าใจ

        "ดูเหมือนว่าพวกนายจะไม่ได้โกหกสินะ งั้นเธอก็ไปทางนั้นสินะ...? ฉันจะต้องรีบแล้ว"

        เธอหันหลังให้พวกนั้น และเตรียมที่จะจากไป

        พวกโจรนั้นแสดงอาการโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสุบารุนั้นเขาได้สาปแช่งความโง่เขลาของตัวเองที่หลงไปกับบรรยากาศและทำลายโอกาสเดียวของตัวเอง อย่างไรก็ตาม

        "แต่ถึงอย่างนั้น ฉันไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ได้หรอกนะ"

        เธอหันกลับไปพร้อมกับหันฝ่ามือของเธอไปทางพวกโจร - และยิง 'หิน' ในฝ่ามือของเธอไปที่พวกโจรที่กำลังยืนนิ่งอยู่

        ความเร็วของมันน่าจะพอๆ กับในเมเจอร์ลีก และวิถีของมันก็เหมือนกับของบีนบอล

        เสียงลูกบอลกระทบเนื้อดังขึ้นสามครั้ง และพวกโจรก็ปลิวไปพร้อมกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

        [คําศัพท์: เมเจอร์ลีก หมายถึง การแข่งเบสบอลระดับสูง บีนบอล หมายถึง การขว้างบอลที่ตั้งใจขว้างเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม]
        หลังจากนั้นก็เกิดเสียงแหลมสูงเมื่อก้อนน้ำแข็งตกลงมาโดนสุบารุ ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากับกำปั้น―การมีอยู่ของมันได้ท้าทายกฎของฤดูกาลและแม้แต่กฎของฟิสิกส์เอง และพวกมันก็หายไปราวกับว่าถูกกลืนกินโดยบรรยากาศเมื่อพวกมันได้บรรลุจุดประสงค์ของตัวเอง

        "―เวทมนตร์"

        คำที่เหมาะสมที่สุดในการอธิบายปรากฏการณ์นี้หลุดออกมาจากปากของเขาทันที เขาไม่ได้ยินเสียงเธอร่ายคาถาหรืออะไรเลย แต่น้ำแข็งเมื่อกี้นั้นเพิ่งก่อตัวและถูกยิงออกมาจากฝ่ามือของเธออย่างแน่นอน

        เมื่อได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าเขา เขาก็ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง

        "นี่มันไม่ได้สุดยอดอย่างที่คิดเอาไว้เลย... รู้สึกผิดหวังจริงๆ"

        เขาคงจินตนาการถึงแสงที่กระจัดกระจายไปรอบๆ หรือพลังงานที่ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปอย่างรวดเร็วก็เท่านั้น

        "เธอ... ทำมันลงไปจนได้นะ"

        ไม่เหมือนกับความประทับใจของสุบารุ เหล่าคนที่โดนโจมตีโดยการโจมตีที่น่าผิดหวังนั้นได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง พวกนั้นสองคนแทบจะไม่สามารถยืนขึ้นได้อย่างมั่นคงในขณะที่พวกนั้นพยายามที่จะยืนขึ้นและคนที่สามอาจถูกตีในจุดที่ไม่ดี เพราะว่าเขานั้นได้สลบไป แม้จะมีเลือดออก แต่ทั้งสองคนที่ยังคงยืนอยู่ก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แม้แต่ชายคนข้างๆ ที่ถือสิ่งที่ดูเหมือนมีดนาตะขึ้นสนิมก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เช่นกัน

        [คําศัพท์: นาตะ = ประเภทของมีด]
        "ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเป็นนักเวทย์หรืออะไรก็ช่าง เราสองคนจะฆ่าเธอซะ... เธอคิดว่าจะเอาชนะพวกเราสองคนได้รึไง?"

        ชายคนที่ถือมีดขึ้นเสียงด้วยความโกรธ ขณะที่เขากดจมูกที่หักเอาไว้ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้แสดงอาการของความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย

        "ฉันคิดว่าสองต่อหนึ่งก็อาจจะไม่ค่อยยุติธรรมซักเท่าไหร่ล่ะนะ"

        "ถ้าอย่างนั้น ถ้าเป็นสองต่อสองก็น่าจะโอเค ใช่มั้ยล่ะ?"

        เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นในตรอก มันเป็นเสียงแหลมสูง และดูเหมือนว่ามันจะพูดแทนหญิงสาว

        สุบารุเริ่มมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจและพวกโจรก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกันกับเขา แต่พวกเขาไม่เจอใครที่อาจพูดคำเหล่านี้ได้เลย ไม่มีใครคนอื่นอยู่ที่ทางเข้าและแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในตรอกด้วยเหมือนกัน

        ทั้งสามคนทั้งสับสนและงุนงง และราวกับว่าจะอวด หญิงสาวก็ยื่นมือออกมา

        ฝ่ามือของเธอหงายขึ้น และ "มัน" ก็ลอยอยู่บนปลายนิ้วสีขาวของเธอ

        "มันค่อนข้างน่าอายนะ ที่จะถูกมองแบบนั้น"

        มันพูดพร้อมกับทำหน้าเขินอาย 'มัน' เป็นแมวที่ตัวเล็กมากพอที่จะอยู่ในฝ่ามือ กำลังยืนตัวตรงอยู่

        ขนของมันเป็นสีเทา หูของมันนั้นห้อยลง สำหรับสุบารุ มันดูเหมือนกับอเมริกัน ช๊อตแฮร์มาก ก็นะ ถ้าข้ามเรื่องจมูกสีชมพูกับหางยาวๆ ของมันไป ภาพของสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนแมวตัวนี้ก็ทำให้ชายที่ถือมีดสั่นไปด้วยความกลัวในขณะที่เขากรีดร้อง

        "―ผู้ใช้วิญญาณ!"

        "ใช่แล้วล่ะ ถ้านายถอนตัวซะตั้งแต่ตอนนี้ล่ะก็ ฉันจะไม่ไล่ตามนายไปหรอกนะ คิดให้เร็วๆ ล่ะ ฉันไม่มีเวลามากนักหรอกนะ"

        ชายคนนั้นเดาะลิ้นให้กับคำพูดของเธอและเริ่มที่จะพาเพื่อนของเขาออกจากตรอกไป เมื่อพวกนั้นผ่านสุบารุและเข้าใกล้ทางออก พวกนั้นก็มองย้อนกลับมาที่หญิงสาวและ―

        "รอก่อนเถอะ ยัยบ้าเอ้ย คราวหน้าถ้าจะเดินเที่ยวแถวๆ นี้ ก็ระวังเอาไว้หน่อยล่ะ"

        "ถ้านายกล้าแตะต้องเธอล่ะก็ นายจะถูกทรมานไปจนถึงจุดสิ้นสุดของเวลาเลยล่ะ ถึงนายจะได้ไปใช้ชีวิตหลังความตายก่อนหน้านั้นก็เถอะ"

        พวกนั้นพยายามที่จะข่มขู่ แต่คำตอบกลับที่ได้รับนั้นมีการปฏิเสธอยู่ในนํ้าเสียงแม้ว่าเนื้อหาจะค่อนข้างรุนแรงก็ตาม

        แมวในฝ่ามือของเธอนั้นทำตัวค่อนข้างค่อนข้างขี้เล่น แต่ใบหน้าของพวกนั้นซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่พวกนั้นหนีออกจากตรอกไปอย่างเงียบๆ

        ตอนนี้พวกนั้นก็จากไปแล้ว มีเพียงสุบารุเท่านั้นที่อยู่ตรงหน้าเธอ

        "―อย่าขยับนะ"

        สุบารุที่ลืมความเจ็บปวดที่มีไปนั้น พยายามที่จะลุกขึ้นเพื่อขอบคุณเธอ

        แต่เธอหยุดเขาระหว่างทาง นํ้าเสียงที่เย็นชาของเธอนั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ

        ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าจะรู้ว่าสุบารุไม่ใช่พวกเดียวกับพวกโจร แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่คิดว่าเขาเป็นคนดี

        แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังหลงใหลอยู่กับความงามของดวงตาสีอเมทิสต์ของเธอ เขาไม่คุ้นเคยกับการรับมือกับสาวสวยมากนัก มันก็เลยทำให้เขาหน้าแดงและพยายามหลบสายตา เมื่อเห็นแบบนี้ หญิงสาวก็ยิ้มอย่างกล้าหาญในขณะที่เธอยังคงจ้องมองอย่างระมัดระวัง

        "ความรู้สึกผิดของนายทำให้นายหลบสายตาสินะ ดูเหมือนว่าการตัดสินของฉันจะตรงจุดล่ะ"

        "น่าสงสัยจัง ผมไม่ได้รู้สึกถึงเจตนาร้ายเลย นั่นอาจเป็นแค่สัญชาตญาณของผู้ชายก็ได้นะ"

        "เงียบน่า พัค นี่นายน่ะ นายน่าจะรู้ใช่มั้ยว่าใครขโมยตราของฉันไปน่ะ?"

        หญิงสาวปิดปากเจ้าแมวในขณะที่เธอถามคําถามไปทางของสุบารุ เธอดูค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง แต่ว่า

        "ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ แต่ฉันไม่รู้อะไรเลย"

        "ไม่จริงน่า?!"

        ความภูมิใจของเธอถูกทำให้พังทลายลง เผยให้การแสดงออกตามปกติของเธอแสดงออกมาครู่หนึ่ง ท่าทีอันผ่าเผยของเธอก็หายไปเมื่อเธอหันไปหาเจ้าแมวที่อยู่ในฝ่ามือด้วยความตื่นตระหนก

        "ทะ-ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ? พวกเราพึ่งเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ เหรอ...?"

        "เธอกำลังเสียเวลามากขึ้นในขณะที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้นะ เธอน่าจะรีบหน่อยนะ คนร้ายน่าจะมีพรศักดิ์สิทธิ์แห่งสายลมอย่างแน่นอนถึงได้วิ่งได้เร็วขนาดนั้น"

        "ทำไมเธอถึงทำเหมือนกับว่ามันเป็นปัญหาของคนอื่นล่ะ?"

        "แต่เธอเป็นคนบอกให้ผมอยู่ห่างๆ เองนะ นอกจากนี้ เธอจะทำยังไงกับเขาล่ะ?"
 
        สุบารุยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อเขากลายเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขายังคงอยู่ที่นั่น สุบารุทำหน้ากล้าหาญให้กับเธอและพยายามที่จะยืนขึ้น

        "เธอทำมากพอแล้วล่ะ เธอกำลังรีบอยู่ ใช่มั้ยล่ะ? เธอควรจะไปได้แล้วนะ"

        ―แล้วก็ถ้าเธอต้องการล่ะก็ฉันสามารถช่วยเธอได้นะ เธอว่ายังไงล่ะ?

        เขาตั้งใจจะพูดแบบนี้ในขณะที่กำลังใช้มือเพื่อหวีผมและโชว์ฟันของเขาที่เป็นประกาย อย่างไรก็ตาม

        "ฮะ?"

        "อ๊ะ นายไม่ควรที่จะลุ― สายไปซะแล้ว"

        หัวของเขารู้สึกหนักและร่างกายของเขาก็สั่น เขาพยายามที่จะเอาตัวพิงกำแพง แต่มือของเขากลับจับได้แต่เพียงอากาศเท่านั้น สุดท้าย เขาก็ได้กลับไปพบกับพื้นดินที่เขาเพิ่งจะนอนลงไปอีกครั้ง จมูกของเขาชนเข้ากับพื้นโดยที่ไม่มีการป้องกันอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดอันรุนแรงทำให้จิตสำนึกของเขาล่องลอยไป

        "―แล้วทีนี้ จะเอายังไงดีล่ะ?"

        "ก็นะ ก็ไม่ใช่ว่าเรารู้จักเขาซักหน่อย แถมเขาก็ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นปล่อยเขาเอาไว้แบบนี้เถอะ"

        ในขณะที่สติของเขาค่อยๆ หายไป เขาสามารถแยกแยะบทสนทนาของพวกเขาได้นิดหน่อย นี่มันโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีนะ แม้แต่ความเมตตาก็ยังมีความรุนแรงเลยเหรอ

        ถ้าคิดในแง่ลบ เขากำลังจะโดนทิ้งเอาไว้ในตรอก 

        แต่ถ้าคิดในแง่บวก เขาเกือบจะตายดังนั้นการที่ยังได้มีชีวิตอยู่ก็เป็นพรในตัวมันเองแล้ว 

        ความคิดสองจิตสองใจเหล่านี้ลอยอยู่ในความคิดของเขาในขณะที่สติของเขาค่อยๆ―

        "จริงเหรอ?"

        "จริงสิ!"

        ในตอนที่ใกล้จะหมดสติ เขาเห็นหญิงสาวหันกลับมา หน้าของเธอนั้นแดง

        "―ฉันน่ะ ฉันน่ะ จะไม่อยู่เพื่อช่วยเขาอย่างแน่นอน"

        แม้แต่ตอนโกรธก็ยังน่ารัก โลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีที่แท้จริงล่ะ

        นั่นเป็นความคิดสุดท้ายก่อนที่เขาจะสลบไป

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564

ตอนที่ 2: และพระเจ้าก็ได้ตรัสว่า จงอย่าได้ตื่นเต้นจนเกินไปนัก

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        คนพวกนั้นจ้องมาที่เขาด้วยความรังเกียจและดูถูกในขณะที่สุบารุประเมินพวกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอายุประมาณยี่สิบกลางๆ เสื้อผ้าของพวกเขานั้นดูสกปรกและราวกับว่าความชั่วร้ายภายในของพวกเขานั้นได้ปรากฏออกมาบนใบหน้าของพวกเขาด้วย พวกนั้นไม่ได้ตํ่ากว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ดีได้เช่นกัน

        "บ้าเอ้ย อีเว้นท์บังคับอย่างนั้นสินะ"

        เพื่อเผชิญหน้ากับชายที่กำลังยิ้มแย้ม สุบารุเช็ดหน้าและลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นเป็นโจร และพิจารณาจากสถานการณ์แล้วพวกนั้นอาจจะฆ่าเขาได้ ภารกิจที่ 1: "ขับไล่พวกโจร" ได้เริ่มขึ้นแล้ว เงื่อนไขที่แน่นอนคือการขับไล่พวกนั้น และถ้าล้มเหลวก็น่าจะจบลงที่ความตายของเขา

        สุบารุตบแก้มของเขาและเมินเฉยต่อความหนาวเย็นที่กำลังไหลผ่านหลังของตัวเอง เขาจะต้องจริงจัง ความลังเลอาจจะทำให้เขาตายได้ อย่างน้อยเขาก็มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง

        "ยิ่งไปกว่านั้น นี่มันต่างโลกนะ ถ้าพิจารณาจากรูปแบบตามปกติแล้ว ฉันอาจจะแข็งแกร่งขึ้นมากก็ได้ อย่างเช่นแรงโน้มถ่วงเป็นหนึ่งในสิบจากที่มันเป็นหรือว่า... พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว  ร่างกายฉันรู้สึกเบามาก! บางทีฉันอาจจะเอาชนะได้ก็ได้!"

        "มันกําลังพึมพําอะไรบางอย่างอยู่น่ะ"

        "บางทีมันอาจจะไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เราควรจะสั่งสอนมันซักหน่อยมั้ยล่ะ?"

        ไม่เหมือนกับสุบารุ ท่าทางของพวกคนพวกนั้นยังคงสงบอยู่ อย่างไรก็ตาม สุบารุยังคงเผชิญหน้ากับพวกนั้นโดยที่ไม่ถอย

        "โว้ว พวกแกคงจะสงบอยู่ได้ไม่นานหรอก ฉันขอเตือนพวกแกนะ คนอย่างฉันน่ะจินตนาการถึงเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเวลา ฉันจะจัดการพวกแกและเปลี่ยนให้เป็น XP ซะเลย!"

        "ถึงจะไม่รู้ว่าแกกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ก็เถอะ แต่แกจะต้องตายที่มาดูถูกพวกเรา"

        "นั่นมัน... คำพูดของฉันต่างหากล่ะ!"

        ด้วยคำประกาศนั้น สุบารุเปิดการโจมตีก่อนที่พวกนั้นจะได้ทันตั้งตัว เขาพุ่งเข้าไปหาหนึ่งในนั้นด้วยลำตัวตรง เขาชกหน้าของหัวโจกด้วยความแรงจนฟันหน้าของมันเฉือนมือของสุบารุ

        เขาเพิ่งเคยชกคนเป็นครั้งแรก! และมันเจ็บมากกว่าที่คิดเอาไว้!

        ที่ผ่านมาเขาทำได้แค่จำลองสถานการณ์ดูเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำมันจริงๆ ชายที่เขาชกล้มลงกับพื้นและหยุดเคลื่อนไหว ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ สุบารุพุ่งเข้าใส่ชายอีกคนที่ยังช็อกอยู่ทันที

        "เอานี่ไปกิน! ลูกเตะสูงที่เกิดจากการยืดเส้นหลังอาบน้ำ!"

        "อุ๊!"

        เท้าของเขาโค้งเข้าไปที่ศรีษะชายคนนั้นแล้วกระแทกเขาเข้ากับกำแพง เมื่อล้มชายคนที่สองลงได้ สุบารุเริ่มเชื่อว่าเขาอยู่ยงคงกระพันเนื่องจากการแสดงความสามารถได้ดีจนไม่คาดคิดของเขา

        "ดูเหมือนว่าโลกนี้จะถูกตั้งค่าให้เพิ่มพลังของฉันสินะ! ด้วยอะดรีนาลีนทั้งหมดนี้ฉันสามารถชนะได้อย่างแน่นอน!"

        สุบารุหันไปหาชายคนสุดท้ายและเตรียมที่จะจัดการกับเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นประกายของมีดในมือของเขานั้นทำให้สุบารุกราบตัวเองลงทันที

        "ฉันขอโทษ มันเป็นความผิดของฉันเอง! ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย ไว้ชีวิต-!"

        เขายอมจำนนโดยการคุกเข่าลง เป็นการแสดงจิตวิญญาณของญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่และต่ำต้อยที่สุด

        ความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ของเขาหายไปอย่างสมบูรณ์ สุบารุรู้สึกว่าเลือดของเขาเย็นลงในขณะที่เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อขอความเมตตา ด้วยหัวของเขาที่แนบอยู่กับพื้น

        ในท้ายที่สุด เขาก็ไม่มีทางที่จะสู้กับใบมีดได้ ถ้าโดนเฉือน เขาก็จบ ทักษะนั้นไม่สำคัญสำหรับคู่ต่อสู้ที่ถือมีด

        แล้วเขาก็ตระหนักว่าผู้ชายสองคนที่ควรจะล้มลงก็ลุกขึ้นมาเช่นกัน พวกนั้นลูบจมูกที่เลือดไหลและส่ายหัวไปมา แต่ส่วนอื่นๆ ดูเหมือนว่าจะยังปกติดี

        "ฮะ?! ทำไมการโจมตีที่ไม่มีใครเทียบได้ของฉันถึงล้มเหลวได้ล่ะ?! ใหนล่ะพลังที่ฉันควรจะได้น่ะ?!"

        "แกกำลังพูดบ้าอะไรอยู่วะ?! กล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับพวกเราฮะ?!"

        พวกนั้นเหยียบหัวของเขาลงกับพื้น ทำให้หน้าผากของเขามีเลือดออกเพราะมันถูกขูดกับพื้นถนน สุบารุขดตัวอย่างสิ้นหวังขณะที่พวกนั้นยังคงทุบตีเขาอย่างต่อเนื่องหลังจากถูกชก

        ―นี่มันแย่แล้ว เจ็บเป็นบ้าเลย ฉันอาจจะตายจริงๆ ก็ได้

        พวกนั้นไม่แสดงความเมตตาแม้แต่นิดเดียว และไม่เหมือนกับที่โลกเก่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าพวกนั้นจะไว้ชีวิตเขา มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะถูกทรมานจนตายทั้งๆ แบบนี้

        บางทีเขาควรจะสู้ แล้วพร้อมที่จะตายอย่างมีเกียรติ แต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อพิจารณาถึงอาการบาดเจ็บของเขาในตอนนี้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ควรจะตายทั้งๆ แบบนี้

        "อยู่เฉยๆ สิฟะ เจ้าโง่"

        "โอ๊ยโอ๊ยโอ๊ย! เจ็บเจ็บเจ็บ!"

        วินาทีที่เขาพยายามจะลุกขึ้น พวกนั้นเหยียบมือของเขาลงและเขาก็ทำได้แค่เพียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ชายคนหนึ่งหน้าแดงเพราะความโกรธและถ่มน้ำลายออกมาในขณะที่เขาตะโกน จากนั้นเขาก็หนีบมีดเอาไว้ที่แขน

        "เราจะฆ่าแกและเอาทุกอย่างที่แกมี นี่คือสิ่งที่แกได้รับที่บังอาจมายุ่งกับพวกเรา"

        "ถ้าแกต้องการของมีค่าล่ะก็ มันไม่มีประโยชน์หรอก เห็นมั้ย ฉันหมดตัวน่ะ!"

        "งั้นเราก็จะเอาเสื้อผ้าและรองเท้าแปลก ๆ ของแกละกัน แล้วเราก็จะเปลี่ยนแกให้เป็นอาหารของหนูยักษ์ซะเลย"

        ―อา โลกนี้มีหนูด้วยเหมือนกันสินะ ฟังดูเหมือนกับมอนสเตอร์ระดับล่างเลย จิตใจของเขาเริ่มล่องลอยและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความเป็นจริงในขณะที่เขามองไปที่มีดที่สามารถฉีกเข้าไปในตัวเขาได้ทุกเมื่อ เขามองไม่เห็นแสงสว่างใดๆ และโลกก็ไม่ได้ช้าลง ชีวิตของเขาคงจะจบลงเพียงเท่านี้

        "เฮ้ หลีก หลีก หลีก! พวกนายกำลังขวางทางฉันอยู่นะ!"

        นํ้าเสียงที่ฟังดูโกรธเคืองดังขึ้นเมื่อมีคนวิ่งเข้ามาในตรอก ชายที่ตกใจเงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุก และสุบารุก็พยายามที่จะทำแบบนั้นเหมือนกันแม้ว่าเขาจะขยับไม่ได้ก็ตาม

        สาวสวยคนหนึ่งวิ่งผ่านวิสัยทัศน์ของเขา

        เธอตัวเล็กมาก และเธอมีผมสีบลอนด์ยาวประบ่าที่ปลิวไสวตามสายลม ดวงตาของเธอบ่งบอกถึงเจตจำนงที่แข็งแกร่งและฟันที่เหมือนเขี้ยวของเธอที่ยื่นออกมาอย่างซุกซน เธอดูค่อนข้างทะเล้น แต่ก็สามารถพูดได้เหมือนกันว่าเธอนั้นน่ารักเมื่อพิจารณาจากอายุของเธอ

        สาวที่แต่งตัวโทรมๆได้ผ่านเข้ามาเจอกับฉากปล้นอย่างจริงๆ จังๆ

        เวลาที่ดูเหมือนจะจงใจนั้นทำให้เกิดความหวังขึ้นภายในสุบารุ นี่แหละ การพัฒนาที่เขารอคอย ถ้าตามรูปแบบปกติแล้ว ผู้หญิงใจดีคนนี้จะช่วยสุบารุที่กำลังใกล้ตายอย่างกล้าหาญ แล้วหลังจากนั้น-

        "โห นี่มันบ้ามากเลย แต่ฉันกำลังยุ่งอยู่ ต้องรีบออกไปจากที่นี่น่ะ! ใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งนะ!"

        "เอ๊ะ? อะไร?! เอาจริงดิเฮ้ย?!"

        อย่างไรก็ตาม ความหวังชั่วขณะนั้นก็ถูกบดขยี้

        ตาของพวกเขาสบกันครู่หนึ่งและเธอยกมือขึ้นขอโทษขณะที่เธอยังคงวิ่งผ่านพวกเขาไปยังจุดที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน

        จากนั้นเธอก็กระโดดขึ้นไปบนกระดานพิงแล้วหายตัวไปบนกำแพงอย่างรวดเร็ว

        เมื่อหญิงสาวจากไป ตรอกก็เงียบลงโดยธรรมชาติ เธอที่ผ่านไปราวกับพายุไต้ฝุ่นได้ปล่อยให้พวกเขาตะลึงกันอยู่อย่างนั้น แต่สถานการณ์ของสุบารุไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว

        "ตอนนี้อารมณ์ก็เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ฉันไม่คิดว่าพวกแกจะปล่อยฉันไปสินะ?!"

        "ตรงกันข้ามเลย เรายิ่งโกรธมากกว่าเดิมอีก แกจะไม่ได้ตายอย่างสงบแน่นอน แกรู้สินะ?" 

        ชายคนที่ถือมีดอยู่นั้นดูจริงจัง สุบารุรู้ว่าครั้งนี้คงจะจบจริงๆ แล้ว มือของเขายังคงติดอยู่ใต้เท้าของพวกนั้น มันสายเกินไปที่จะพยายามลุกขึ้น ในที่สุด ความสิ้นหวังก็ครอบงำจิตใจของเขา

        ―มัน... จบแล้ว? แบบนี้? ในที่แบบนี้? จริงอยู่ ที่ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม ถึงอย่างนั้น การที่ต้องมาตายแบบนี้มันก็โหดร้ายเกินไปแล้ว ถ้าจะถามว่าทำอะไรลงไปล่ะก็ ก็คงจะต้องตอบว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นพวกเก็บตัวอย่างสมบูรณ์แบบ

        ความเจ็บปวด... ไม่ใช่ มีบางอย่างที่ทำให้เขาน้ำตาไหล มันไม่ใช่อะไรอย่างการกลัวจุดจบ เขาแค่ทนไม่ได้กับการที่ต้องใช้ชีวิตอย่างว่างเปล่า ชีวิตที่ไร้ความหมาย

        "―พอแค่นั้นแหละ วายร้าย"

        นํ้าเสียงที่ชัดเจนสะท้อนผ่านตรอกที่เต็มไปด้วยเสียงของความรุนแรง ของเหล่าผู้ชายที่กำลังเยาะเย้ยอย่างหยาบคาย และแม้แต่กระทั่งเสียงลมหายใจที่ขาดๆ หายๆ ของสุบารุเอง

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 1: เหรียญสิบเยนที่ใช้ไม่ได้

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        ―นี่มันแย่จริงๆ แล้ว

        หลงทางและหมดตัว คำพูดไม่กี่คำนั้นคือสิ่งเดียวที่เขาคิดได้

        ก็นะ หมดตัวก็ไม่ได้ถูกต้องนัก เขายังมีกระเป๋าตังค์อยู่ และยังไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าเขายังมีเงินทอนและแบงค์อยู่นิดหน่อย มันจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขายังคงมีทรัพย์สินอยู่กับตัว

        มีเพียงพอที่จะไปห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อของและกินอาหารกลางวัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถเรียกได้ว่าหมดตัว

        "ดูเหมือนว่าค่าเงินของที่นี่จะไม่เหมือนกับที่เดิมสินะ..."

        เขาดีดเหรียญ 10 เยนหายากที่เขาถืออยู่ แล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก

        เขาเป็นชายหนุ่มที่มีผมสั้นสีดำและความสูงปานกลาง ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงบวกกับเสื้อยืดราคาถูกทำให้เขามีบรรยากาศเหมือนกับนักกีฬา

        ดวงตาที่เฉียบคมนั้นเป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียวของเขา และตอนนี้พวกมันก็ขมวดลงอย่างช่วยไม่ได้

        ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูธรรมดา จนดูเหมือนว่าเขาจะสามารถหายเข้าไปในฝูงชนได้ทันที อย่างไรก็ตาม สายตาที่จ้องมองมาที่เขานั้นเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวงและไม่เข้าใจ ราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูสิ่งที่แปลกประหลาด

        เห็นได้ชัด ว่าไม่มีใครมีผมสีดำหรือสวมเสื้อยืดในท่ามกลางผู้คนที่มองมาที่เขา สีผมของพวกเขามีความหลากหลายมาก ผมบลอนด์ ขาว น้ำตาล เขียว น้ำเงิน และอื่นๆ นอกจากนี้ชุดของพวกเขายังเป็นชุดเกราะ ชุดนักเต้น เสื้อคลุมสีเดียวและอื่นๆ ที่ส่งกลิ่นอายบางอย่างออกมา

        ชายหนุ่มทำได้แค่เพียงกอดอกอย่างเข้าใจเมื่อเหล่าผู้คนจ้องมองมาที่เขา

        "ถ้าว่ากันง่ายๆ ก็คือ นี่มันก็เป็นแบบนั้น สินะ"

        เขาดีดนิ้ว และชี้ไปที่ผู้คนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

        "ดูเหมือนว่าฉันจะถูกอัญเชิญมาที่ต่างโลกสินะ"

        ต่อหน้าเขามีรถม้าที่ถูกลากโดยสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนกิ้งก่าขนาดใหญ่

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        นัตสึกิ สุบารุ ถือกำเนิดในระบบการศึกษาที่ปราศจากแรงกดดันของญี่ปุ่นในยุคเฮเซ

        เขามีชีวิตอยู่มาสิบเจ็ดปี และถ้าจะให้อธิบายถึงชีวิตของเขาก็คงจะต้องใช้เวลาถึงสิบเจ็ดปีด้วยเหมือนกัน

        แต่ปัดเรื่องนั้นทิ้งไปก่อน สถานการณ์ในปัจจุบันของเขาสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ว่า "เด็กนักเรียน ม.ปลายปีสาม ผู้เก็บตัว"

        หรือถ้าจะให้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมก็คือ "เศษขยะผู้ไม่สนใจในทุกสิ่ง แม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง และขังตัวเองเอาไว้ในกระดองถึงแม้ว่าใกล้จะถึงการสอบเข้าแล้ว"

        ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการที่ทำให้เขาอยากอยู่อย่างโดดเดียว

        ก็แค่ในวันธรรมดาวันหนึ่ง เขาก็คงจะคิดว่า "ถ้าตื่นขึ้นมาตอนนี้ก็คงจะรู้สึกเจ็บปวด" และนั่นก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาไม่อยากไปโรงเรียน

        การขาดเรียนของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกว่าที่เขาจะรู้ตัว เขาก็ได้กลายเป็นพวกเก็บตัวที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา

        เขาใช้เวลาทั้งวันไปอย่างเกียจคร้าน จมดิ่งลงไปในโลกของอินเทอร์เน็ตโดยแทบไม่มีการสื่อสารใดๆ

        "ผลที่ได้คือการถูกอัญเชิญมายังต่างโลกงั้นเหรอ เฮ้อ... ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ"

        เขายืนยันสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง และถอนหายใจออกมาหลายครั้ง

        เขาย้ายจากถนนที่เขาอยู่ และตอนนี้เขานั่งอยู่ในตรอกที่ค่อนข้างสลัว

        พื้นนั้นถูกปูเอาไว้ ค่อนข้างหยาบเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ได้แย่เลย

        "สมมุติว่านี่คือโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี เดาว่าคงจะเป็นแบบอารยธรรมยุคกลางสินะ ไม่เห็นเครื่องจักรที่ไหนเลย และอาคารส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากหินและไม้ด้วย..."

        เขานึกย้อนไปถึงภาพที่เห็นระหว่างทางมาจนถึงตรอกและรวบรวมข้อมูลเอาไว้ในหัว เขาปล่อยให้จินตนาการของเขาโลดแล่นไป ผลก็คือเขารู้สึกพร้อมมากขึ้นสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน

        ก่อนอื่น ก็ต้องวิเคราะห์วัฒนธรรมของช่วงเวลานั้นและความแตกต่างกับญี่ปุ่นอย่างใจเย็น ตรวจสอบความแตกต่างในกฎฟิสิกส์ และความเป็นไปได้ในการสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นลำดับความสำคัญของสิ่งที่เขาจะตรวจสอบ

        "เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยเถอะ ฉันไม่ได้จินตนาการพวกนายขึ้นมา และฉันค่อนข้างแน่ใจเกี่ยวกับระดับของอารยธรรม ดูเหมือนว่าเงินของฉันจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ฉันใช้โอกาสนี้คุยกับเจ้าของร้าน และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในการสื่อสารกัน"

        เมื่อรู้ตัวว่าถูกอัญเชิญมา สิ่งแรกที่สุบารุทำคือพยายามที่จะเจรจากับ "คนขายของชำ?" เพื่อพยายามที่จะซื้อ "แอปเปิ้ล?" ด้วยเงินเยนญี่ปุ่น เขาถูกปฏิเสธทันที ดูเหมือนว่าโลกนี้จะใช้เหรียญทอง เงิน และทองแดงเป็นสกุลเงิน มูลค่าของสกุลเงินในโลกนี้สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายๆ แน่นอนว่ามันเหมาะกับโลกคู่ขนานในรูปแบบโลกแฟนตาซีอย่างแน่นอน

        "อืม ฉันคิดว่ามันน่าจะมีของปลอมที่เป็นโลหะผสมนะ"

        เขาคิดแบบนั้นในขณะที่รถลากกิ้งก่าอีกคันวิ่งผ่านถนนไป สิ่งนี้ทำให้เกิดเมฆฝุ่นขนาดมหึมา แต่ชาวเมืองก็ไม่ได้สนใจ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคุ้นเคยกับมันแล้ว

        "แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ไม่ได้ดูธรรมดาเหมือนกับรถยนต์เลย... พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว ฉันก็ไม่เห็นหมาหรือแมวอยู่แถวนี้เลย"

        กิ้งก่าที่ลากรถอยู่นั้นดูตัวใหญ่กว่าม้ามาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของพวกมันน้ำหนักของพวกมันดูเหมือนจะคงที่ดี แต่มันก็ยังน่ากลัวที่จะเห็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่แบบนี้

        "เป็นเรื่องปกติของที่นี่ สินะ... ทั้งกิ้งก่าและสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์"

        แล้วสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการจะยืนยัน ก็คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์บนโลกใบนี้

        พวกเขามีผมที่มีสีสันหลากหลาย แต่ใครๆ ก็สามารถทำสีผมแบบนั้นได้ง่ายๆ ด้วยสีย้อม สำหรับโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีแล้ว ถือได้ว่าไม่มีอะไรพิเศษ กลับกัน สุบารุนั้นมุ่งเน้นไปที่ "หูสัตว์" ของพวกเขา

        เมื่อชำเลืองมองคร่าวๆ เขาก็เห็นหูหมา หูแมว หรือแม้แต่หูกระต่าย และเขาอาจจะมองเห็นมนุษย์กิ้งก่า แต่ก็ยังมีคนที่ดูไม่แตกต่างจากสุบารุมากนักนั่นทำให้เขาสรุปได้ว่า-

        "เป็นโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี วัฒนธรรมเป็นอารยธรรมยุคกลางแบบทั่วๆ ไป ครึ่งมนุษย์เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการต่อสู้และการผจญภัยก็อาจเป็นเรื่องปกติด้วยเหมือนกัน สัตว์มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วพวกมันก็ยังทำหน้าที่ของมัน นั่นคือทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ?"

        เมื่อสรุปได้เช่นนั้น สุบารุก็หายใจเข้ายาวๆ 

        เมื่อพูดถึงสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญ เขาขมวดคิ้วให้กับความคืบหน้าที่ดูเหมือนจะสะดวกสบายเกินไปนี้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามจินตนาการของเขา เขาสามารถใช้ความรู้สมัยใหม่อย่างอิสระเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอันเหลือเชื่อ อย่างไรก็ตามโลกใบนี้นั้นแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้เล็กน้อย

        "ฉันทำการจำลองยุคเซ็งโงกุได้อย่างสมบูรณ์แบบ... ถ้าฉันไปที่นั่นล่ะก็ ฉันคงจะยึดประเทศจากโนบูนางะได้เลย"

        เมื่อพูดถึงโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี ความรู้ที่ดีที่สุดของเขาก็คือการผลิตดินปืน และถึงแม้มันจะไร้ความหมายเมื่อพิจารณาถึงระดับเทคโนโลยีของโลกใบนี้แล้ว แต่โลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีมักจะมาพร้อมกับเวทมนตร์ หากเป็นกรณีนี้ อาจจะสามารถทำให้ดินปืนเป็นได้มากกว่าดอกไม้ไฟ

        "ก็นะ นอกจากนี้มันยังมีความคิดที่ว่าเวทย์มนตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามีโอกาสได้มีส่วนสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่ะก็ ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อ... ก่อนอื่นเลย ปัญหาในปัจจุบันของฉัน"

        เขาไม่มีเบาะแสว่ายังไงหรือทำไมเขาถึงถูกอัญเชิญมาที่นี่

        เขายังจำได้ดีว่าเขาทำอะไรอยู่ก่อนที่จะถูกอัญเชิญมา เป็นครั้งแรกในระยะเวลาอันยาวนานที่เขาออกมาข้างนอกเพื่อที่จะซื้อราเม็งถ้วยที่ร้านสะดวกซื้อและกำลังจะกลับบ้าน เขาไม่อยากใช้จักรยานก็เลยเลือกที่จะเดินเท้าไปแทน

        ระหว่างทาง เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วคิดว่า "คืนนี้พระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้วสินะ" และเมื่อเขามองลงมาและกระพริบตา มันเป็นเวลาเที่ยงวัน

        จากกลางคืนเป็นตอนเที่ยงในทันที เขารู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้เขาสงบลงแล้ว แต่ทันทีที่ถูกอัญเชิญมาความตื่นตระหนกของเขานั้นเป็นสิ่งที่สามารถบอกต่อไปยังคนรุ่นหลังได้เลย

        "แต่พอลองคิดดูแล้ว ฉันที่เป็นลูกชายคนเดียวหายไปแบบนี้ คนรุ่นนั้นก็คงจะไม่มีหรอกนะ"

        ในขณะที่เขาพึมพำสิ่งนี้ เขาก็ตรวจสอบข้าวของของตัวเองอีกครั้ง ในโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี อุปกรณ์เริ่มต้นนั้นมีความสำคัญมากกว่าที่เขาคิดไว้ เขาต้องใช้ทุกอย่างที่เขามี แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

        อย่างแรก โทรศัพท์มือถือ (พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใกล้จะหมด) กระเป๋าตังค์ (มีบัตรสมาชิกเช่าวิดีโออยู่จำนวนมาก) ราเมนที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ (รสซุปกระดูกหมู โชยุ) ขนมอีกนิดหน่อย (รสข้าวโพด) เสื้อสีเทาอันเป็นที่รักของเขา (ยังไม่ได้ซัก) รองเท้าผ้าใบที่ชำรุด (ใช้มาประมาณสองปี) และอีกมากมาย

        "อันนี้แล้วก็อันนี้ ฮะ... อย่างน้อยทำไมถึงไม่ให้ปืนพกมาล่ะ? แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?"

        ดูเหมือนว่ามีเพียงแค่ขนมเท่านั้นที่มีประโยชน์และเพียงเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น

        "สถานการณ์นี้มันสิ้นหวังสิ้นดี และแน่นอนว่าฉันไม่รู้สาเหตุ ฉันไม่มีแม้แต่ความทรงจำว่าเดินผ่านกระจกหรือกระโดดลงไปในสระน้ำด้วยซํ้า แล้วที่สำคัญที่สุดเลย สาวสวยที่อัญเชิญฉันมาอยู่ที่ไหนกันล่ะ?"

        การหายตัวไปของนางเอก ถ้าว่ากันตามมาตรฐานของ 2D แล้ว ถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความเอาใจใส่อย่างคาดไม่ถึง อัญเชิญเขามาแล้วทิ้งไว้อย่างนี้ ประหนึ่งกับว่าเขาถูกโยนทิ้งไปอย่างเฉยเมย

        ในความเป็นจริง สุบารุไม่สามารถหนีจากความจริงได้อีกต่อไปแล้ว ในตอนนี้เมื่อเขาประเมินสถานการณ์ของเขาแล้ว เขาก็ทำได้แค่เพียงก้มหน้าลงด้วยความสิ้นหวังก็เท่านั้น

        "โอ๊ย ให้ฉันได้พักบ้างเถอะ ฉันควรจะต้องทำอะไรที่นี่เนี่ย?"

        สุบารุถึงขีดจำกัดแล้วในขณะที่เขาบ่นพึมพำ ตอนนี้เขารู้สึกอยากจะกลับไปที่โลกเดิมอย่างจริงจัง การแฟนตาซีนั้นถูกทิ้งเอาไว้ในอาณาจักรแห่งจินตนาการนั่นล่ะดีที่สุดแล้ว มันสนุกที่จะจินตนาการถึงการมาต่างโลกเพื่อที่จะได้รับพลังอันเหลือเชื่อ แต่เมื่อได้มาอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ แล้ว เขาจะทำอะไรได้บ้างล่ะ?

        "สำหรับตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความอยู่รอด แต่ว่า... ทักษะการสื่อสารแค่เลเวล 1 ของฉันจะเพียงพอรึเปล่าเนี่ย?"

        นอกจากครอบครัวแล้ว คนที่เขาพูดด้วยจริงๆ ก็มีแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อเท่านั้น เขาใช้ชีวิตแบบนี้มาเกือบปีแล้ว และลืมไปนานแล้วว่าควรจะจัดการกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร

        "ทั้งๆ ที่ฉันสามารถพิมพ์ได้อย่างรวดเร็วในการสนทนาออนไลน์แท้ๆ..."

        สุบารุขยับนิ้วอย่างหงุดหงิดในขณะที่ไตร่ตรองถึงอนาคตด้วยความสิ้นหวัง อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสะท้อนผ่านตรอก เขามองขึ้นไปและเห็นชายสามคนกำลังขวางทางออกเอาไว้