วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 5: ชื่อของเธอ

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        การมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตรครั้งแรกของเขาในโลกนี้

        ประมาณสามสิบนาทีหลังจากที่เขาเสนอที่จะช่วยเธอในการโต้ตอบที่แสนอบอุ่นนั้น

        "―นี่มันอะไรกันเนี่ย?"

        การสืบสวนของพวกเขานั้นไม่ได้นําไปสู่ที่ไหนเลย

        ดวงตาของหญิงสาวนั้นเย็นชาขณะที่เธอถามคำถามนี้ สายตาที่ไม่พอใจของเธอพุ่งตรงไปที่สุบารุที่เพิ่งค้นพบบางสิ่ง นั่นก็คือ―

        "สายตาที่เย็นชานั่นมันค่อนข้างน่าตื่นเต้นนะ... เดี๋ยวก่อน ไม่นะ เป็นไปไม่ได้ ฉัน นี่ฉัน... เป็น M มาโดยตลอดเลยงั้นเหรอ...?"

        [T/N: M = มาโซคิส]
        "ฉันไม่รู้เกี่ยวกับ 'em' นั่นหรืออะไรก็ตามหรอกนะ แต่มันชัดเจนสําหรับฉัน ว่านายกําลังพูดเรื่องไร้สาระอยู่"

        เธอกอดอกและถอนหายใจ โดยที่ไม่พยายามที่จะซ่อนความขุ่นเคืองของเธอ

        คำวิจารณ์ของเธอค่อนข้างรุนแรง แต่มันอาจจะเหมาะสม ถ้าพิจารณาจากความสำเร็จของสุบารุในช่วงสามสิบนาทีที่ผ่านมานี้

        ตัวสุบารุเองที่เป็นคนเสนอที่จะช่วยเธอค้นหาสิ่งของที่หายไป แต่มีปัญหาหลายอย่างที่ทําให้การค้นหาของพวกเขานั้นยากลำบาก

        อย่างแรกเลยก็คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

        ในส่วนนี้ มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาเพิ่งถูกเรียกตัวมาจากต่างโลก แต่มันเป็นอุปสรรคสําคัญเมื่อพิจารณาจากการที่หญิงสาวก็ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ด้วยเหมือนกัน

        พวกเขาทั้งคู่คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้ทาง และจบลงด้วยการเสียเวลาเดินไปรอบๆ ตรอกเกือบสิบนาที ณจุดนี้มันได้กลายเป็นเรื่องตลกที่จะเล่าไปแล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถที่จะหัวเราะกับมันได้จริงๆ

        อย่างที่สองก็คือ เขาอ่านภาษาของที่นี่ไม่ออก

        เขาละเลยเรื่องนี้ไปเพราะเขาไม่ได้มีปัญหาในการสนทนา แต่เมื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ อีกครั้ง เขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่ดูเหมือนกับอักษรอียิปต์โบราณที่เขียนด้วยลายมือเต็มไปหมด

        เขาไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาว่าพวกมันถูกเขียนไว้บนแผ่นป้ายและสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถ้าไม่ใช่ว่าอักษรรูนลึกลับจะเป็นแฟชั่นของที่นี่ พวกมันก็น่าจะเป็นตัวอักษรของโลกนี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถแยกความแตกต่างของร้านค้าจากแผ่นป้ายได้ และเขาก็ไม่สามารถพึ่งพาป้ายบอกทางเพื่อนำทางได้เช่นกัน

        โดยสรุปแล้ว สิ่งซํ้าๆ ทั่วไปอย่าง "ทําไมพวกเขาถึงพูดและเขียนภาษาเดียวกันล่ะ?!" มันดูเหมือนว่าจะเป็นแค่เรื่องในอดีตเท่านั้น แต่ถ้าใครคิดว่าเขาอาจจะตายในคูนํ้าได้ถ้าเขาไม่มีมัน ก็อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์ของเขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

        "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การที่การค้นหามันจะยากลําบากขนาดนี้มันไม่สมเหตุผลเอาซะเลย..."

        ห่างไกลจากเรื่องราวของฮีโร่ที่มาพร้อมกับพลังสุดโกงที่ไม่มีทางเอาชนะได้ มันดูเหมือนกับว่าเขาไม่มีแม้แต่การเตรียมการขั้นเริ่มต้นเลยด้วยซํ้า  และที่สําคัญที่สุดก็คือ ปัญหาสําคัญที่ทําให้หญิงสาว

        "นายเอาแต่ซ่อนอยู่ข้างหลังฉันมาตลอด นายไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว"

        "ก็แบบ มันค่อนข้างน่ากลัวที่จะคุยกับคนที่เธอเพิ่งเคยเจอนี่นา..."

        "นายไม่ใช่เด็กแล้วนะ..."

        คิ้วที่มีรูปร่างดีของเธอขมวดลงราวกับว่าเธอกําลังปวดหัว และเธอก็พูดด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสาร

        เป็นอย่างที่สุบารุกลัว อุปสรรคในการที่จะรับข้อมูลจากคนแปลกหน้าพิสูจน์แล้วว่ามันมากเกินไปสําหรับเขา ความสามารถในการสื่อสารของเขาลดลงอย่างฉับพลันในช่วงปีที่ผ่านมา เขาเพียงแค่เกาะติดกับเธออย่างเงียบๆ เหมือนกับเด็กขี้อายที่เดินตามแม่ของเขา

        เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง เพื่อตอบสนองต่อความผิดหวังของเธอ  แต่ความขี้ขลาดของเขาก็หยั่งลึกและไม่สามารถที่จะเปล่งคำพูดออกมาได้  ดังนั้น เจ้าแมวบนไหล่ของเธอที่เงียบมาจนถึงตอนนี้ก็เริ่มโบกหางและ

        "ผ่อนคลายก่อนเถอะ…. อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายล่ะนะ"

        "แบบนั้นก็แย่กว่าอีก มันง่ายกว่าที่จะเชื่อว่าเขาคิดร้ายกับฉัน จริงๆ เลย  ทั้งๆ ที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงแต่กับมีความตั้งใจที่ดี  แบบนี้มันยากที่จะรับมือมากกว่าการที่ถูกเกลียดซะอีก"

        "ในที่สุดเธอก็ตรัสรู้แล้วสินะ?"

        ท่าทีที่ไม่ใส่ใจของเจ้าแมวทําให้หญิงสาวถอนหายใจ จากนั้นเธอก็มองไปที่ถนนอีกครั้งและคิดที่จะเริ่มการค้นหาต่อ "แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ"

        "นี่มันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ"

        คำบ่นเล็กๆ น้อยๆ ออกมาจากปากของเธอ หลังจากที่ออกมาจากตรอกที่พวกเขาอยู่ก่อนหน้านี้ และแม้กระทั่งจากถนนที่เชื่อมต่อกับมัน  ตอนนี้พวกเขาอยู่ไกลจากความเร่งรีบและความคึกคักของอารยธรรมขณะที่พวกเขามุ่งหน้าเข้าสู่สลัม แม้ว่าจะท้อแท้  แต่พวกเขายังคงค้นหาต่อไป และสุดท้ายก็มาจบลงที่นี่

        พวกเขาบอกว่าสินค้าที่ถูกขโมยมักจะมาจบลงที่สลัม

        "เรารู้สถานที่และรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ถ้างั้น ทำไมเราไม่ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของตำ... ฉันหมายถึง ยามล่ะ? เราจะหามันเจอทันทีถ้าเรามีคนหลายคนเข้ามาช่วยนะ"

        เจ้าของร้านที่อยู่ห่างไปสองถนนได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับตรอกแคบๆ ที่เชื่อมต่อกับสลัม  มันก็จริงที่พระอาทิตย์กําลังตกดิน แต่ถึงแม้จะอยู่ติดกับถนน ที่นี่ก็ยังมืดมนด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากแหล่งกําเนิดแสง นั่นก็คือ บรรยากาศที่หดหู่และกลิ่นเหม็น

        "บรรยากาศ อารมณ์ และบางทีลักษณะนิสัยของผู้อยู่อาศัยก็อาจจะไม่ดี มันจะเป็นการดีกว่านะ ถ้าลองเรียกใครซักคนมา"

        "ไม่มีทาง"

        เขาไม่ได้แค่ประหม่าหรือกลัว เขาแนะนําสิ่งนี้หลังจากที่พิจารณาถึงความสามารถและความปลอดภัยของหญิงสาวอย่างรอบคอบ แต่เขาก็ถูกปฏิเสธในทันที สุบารุรู้สึกสับสนกับคําประกาศนี้และหญิงสาวก็ดูเหมือนจะรู้สึกผิดอยู่
 
        "ฉันขอโทษนะ แต่นั่นมันไม่ดีหรอก ฉันไม่คิดว่ายามจะมาสนใจเรื่องขโมยเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้หรอกนะ... แล้วก็ ฉันไม่สามารถพึ่งพาพวกเขาได้เนื่องจากสถานการณ์ส่วนตัวน่ะ"

        หลังจากที่พูดเสร็จ เธอก็มองเขาราวกับจะพูดว่า "แต่ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าทําไม" เมื่อเข้าใจว่าเธออาจจะไม่อยากที่จะถูกถาม สุบารุยกมือขึ้นเพื่อแสดงความเห็นพ้อง  เริ่มแรกเลยก็คือ เขาไม่ได้ชอบที่จะสอดรู้สอดเห็นในเรื่องของคนอื่น  และการมีส่วนร่วมกับคนอื่นมากเกินไปก็เป็นความเจ็บปวดอยู่แล้ว ถ้าเขาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนล่ะก็ เขาคงไม่กลายเป็นพวกเก็บตัวหรอก

        "เอาล่ะ ถ้างั้นเราจะทํายังไงกันดีล่ะ?"

        แม้ว่าจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอเลย สุบารุก็ถามถึงแนวทางต่อไปของเธอ

        การไม่แสวงหาเหตุผลและตัดสินใจว่าจะหยุดช่วยเธอหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาอาจจะไม่รู้สถานการณ์ของเธอ แต่เขาก็ไม่อยากจะก้าวก่าย

        บางทีเธออาจจะคิดว่าสุบารุจะทิ้งเธอไว้ที่นี่แน่นอน คิ้วของหญิงสาวก็เลยขมวดขึ้นอย่างประหลาดใจในเรื่องนี้  จากนั้นเจ้าแมวก็เริ่มเต้นบนไหล่ของเธอ

        "ผมบอกเธอแล้ว ใช่มั้ยล่ะ? ว่าไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายเลยน่ะ"

         มันดูร่าเริงมากเมื่อชี้ไปที่สุบารุ อย่างไรก็ตาม การแสดงออกของมันจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที

        "แต่เธอควรจะตัดสินใจอย่างรอบคอบนะ ―ตอนนี้ก็ใกล้จะมืดแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่สามารถช่วยเธอได้ ถ้าเป็นอันธพาลไม่กี่คนก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ว่า... ระวังตัวด้วยนะ"

        "อืม เธอพูดถูกนะ... โอเค ฉันจะลองคิดดู ฉันจะลองคิดดู แต่ว่า"

        คําตอบของเธอนั้นไม่แน่นอน ในขณะที่เธอดูเหมือนจะมีปัญหากับคำตอบของเธอ จู่ๆ สุบารุก็เริ่มสงสัยขึ้นมาและถามเจ้าแมวว่า

        "นายกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ? นายไม่สามารถอยู่รอบๆ ได้ ในเวลากลางคืนงั้นเหรอ?"

        "ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น แม้ว่าผมจะดูน่ารักแต่ผมก็ยังเป็นวิญญาณ อย่างที่นายเห็น แค่การปรากฏตัวอย่างเดียวก็กินมานาเป็นจำนวนมากแล้ว เพราะฉะนั้นในเวลากลางคืนผมจะกลับไปที่โยริชิโระที่ผมอยู่และมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมมานาน่ะ ผมว่าโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 9 a.m.- 5 p.m. ก็น่าจะเหมาะเลยล่ะ"

        [T/N: โยริชิโระ = วัตถุที่ใช้เป็นที่สิงสู่หรืออัญเชิญวิญญาณ]
        "เก้าถึงห้า ฟังดูเหมือนกับข้าราชการเลยนะ...  เงื่อนไขการจ้างงานของวิญญาณนั้นเข้มงวดอย่างคาดไม่ถึงเลยแฮะ"

        คําที่ผิดปกติเช่นวิญญาณหรือโยริชิโระบินไปรอบๆ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ  แต่สำหรับโอตาคุสมัยใหม่ที่ถูกกลืนกินจากเกมและอนิเมะอย่างเขานั้น คงจะไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ที่จะเข้าใจพวกมัน

        อย่างไรก็ตาม เจ้าแมวที่อยู่ตรงหน้าเขา―หรือสัญญาของพัคนั้น ไม่รวมกะกลางคืน เขาดูไม่น่าเชื่อถือแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อพิจารณาว่าอันธพาลจากตรอกเหล่านั้นน่าหวาดกลัวแค่ไหน พัคที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักกันในชื่อ 'วิญญาณ' นั้น ดูเหมือนจะมีพลังที่เหมาะสมที่จัดการกับพวกเขา

        ตัวตนที่สามารถสร้างความหวาดกลัวได้มากกว่าหญิงสาวที่สามารถสร้างนํ้าแข็งได้อย่างน่าอัศจรรย์  ตรงกันข้ามกับบรรยากาศที่งดงามผิดปกติของเขา ธรรมชาติที่แท้จริงของเขาอาจจะเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือดก็ได้

        "พอคิดแบบนั้นแล้ว นายนี่น่ากลัวอย่างคาดไม่ถึงเลยนะ  บอกก่อนนะ ฉันเป็นคนหนังหนียว เพราะฉะนั้นฉันอาจจะไม่อร่อยมากนักหรอก!"

        "ผมค่อนข้างจะอ่านใจนายได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น... นายนี่เพี้อนจริงๆ สินะ?"

        มันรู้สึกเหมือนกับว่าเขาตั้งใจจะพูดแบบนั้นในแบบอ้อมค้อม แต่ล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ที่จะทําเช่นนั้น แล้วหน้าผากที่นุ่มฟูของพัคก็ขยับด้วยท่าทางที่คล้ายกับการขมวดคิ้ว

        "พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว ผมยังไม่รู้ชื่อของนายเลย  ผมไม่คิดว่าเราเคยแนะนําตัวกันไปแล้วนะ"

        "อ๊ะ นั่นสินะ งั้นมาเริ่มที่ฉันก่อนนะ"

        สุบารุกระแอมในลำคอแล้วหมุนตัวไปทันที แล้วเขาก็โพสท่าที่โดดเด่นขณะที่เขาชึ้นิ้วของเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า

        "ชื่อของฉันคือนัตสึกิ สุบารุ! ฉันกำลังหลงทางและหมดตัวด้วย! ยินดีที่ได้รู้จักนะ!"

        "ฟังดูเหมือนว่านายกําลังอยู่ในจุดที่ยากลําบากจริงๆ สินะ เอาล่ะ ผมชื่อพัค ยินดีที่ได้รู้จักนะ" 

        สุบารุยื่นมือออกไปด้วยความปรารถนาดี  และพัคก็บินเข้าไปหามัน  เป็นการจับมือกันแบบไดนามิกกับร่างกายของเขาทั้งหมด แต่ถ้ามองจากมุมมองของคนภายนอก มันดูเหมือนกับว่าสุบารุกําลังบดขยี้พัค

        พัคนั้นให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในร่างตัวใหญ่ เมื่อเขาได้เติมเต็มความรู้สึกอย่างเต็มที่แล้ว  สุบารุก็หันไปหาหญิงสาว 

        "ทําไมนายถึงไม่ทิ้งท่าทีที่ดูสนิทสนมมากเกินไปนั่น ไว้สักครู่ล่ะ? มันดูไม่จําเป็นเลยนะ"

        "ฉันอยู่ตรงจุดที่จนปัญญาและได้พบกับเส้นเชือกที่ฉันสามารถคว้าเอาไว้ได้น่ะ! ให้ตายสิ ฉันจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปหรอกนะ  การพบพานครั้งนี้น่ะ... ชีวิตของฉันขึ้นอยู่กับมัน...!"

        "ความมุ่งมั่นของนายเนี่ยมันไร้สาระจริงๆ เลยนะ นี่นายจำได้มั้ยเนี่ยว่านายมากับเราทำไม?"

        "แน่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้เธอกําลังค้นหาคนแทนที่จะเป็นสิ่งของ  และฉันก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่าพวกนั้นหน้าตาเป็นยังไง... เธอคิดว่าชั้นจะปล่อยให้เธอทิ้งชั้นไว้แบบนั้นเหรอ ฉันจะไม่เผยความลับให้ง่ายๆ หรอกนะ...!"

        "ถึงฉันจะจําที่นายบ่นพึมพำได้ว่า "ผมบลอนด์... และฟันของเธอ... อ๊ะ ไม่มีอะไรหรอกนะ" ในตอนที่นายซ่อนอยู่ข้างหลังฉันในขณะที่เรากำลังไล่ถามคำถามผู้คน ดังนั้น มันก็เท่ากับว่านายเผยออกมานิดหน่อยแล้วนะ"

        "ขอสาปแช่งความโง่เขลาของตัวฉันเอง!!"

        เขาคว้าหัวของตัวเองและก้มลงตรงจุดนั้น มันเหมือนกับว่าเขาเล่นโป๊กเกอร์โดยที่โชว์ไพ่ในมือให้ฝ่ายตรงข้ามดู  การพยายามที่จะเจรจาแบบนั้นมันช่างน่าขำสิ้นดี ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์เป็นมิตรคนแรกของเขาในโลกนี้ แต่ดูเหมือนว่าเธอกําลังจะหนีหายไปจากเขา และนั่นทําให้เขาวิตกกังวลอย่างมาก  นั่นทำให้พัคยิ้มอย่างเยาะเย้ยขณะที่เขาดูความลำบากของสุบารุ

        "ก็นะ ทั้งสองคนยังมีปัญหาของตัวเองที่จะต้องจัดการ  มารับฟังกันในภายหลังและจัดลําดับความสําคัญของปัญหาในมือกันก่อนเถอะ แต่ถึงอย่างนั้น  นั่นเป็นชื่อที่แปลกอยู่นะ"

        "นั่นสิ นั่นไม่ใช่ชื่อที่จะได้ยินแถวนี้เลยนะ แล้วพอพูดถึงแล้ว ผมกับสีตา และแม้แต่เสื้อผ้าของนายก็ค่อนข้างแปลก... นายมาจากที่ไหนเหรอ?"

        "ถ้าว่ากันตามรูปแบบ ก็คงจะเป็นประเทศเล็กๆ ทางทิศตะวันออกล่ะนะ"

        รูปแบบที่ใช้ได้ดีเมื่อพูดถึงเรื่องราวของโลกคู่ขนาน ดินแดนที่โดดเดี่ยวในทางตะวันออกไกล นั่นคือซีปัง

        [T/N:  ซีปังเป็นคําที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกม/อะนิเมะ ดูเหมือนจะมีต้นกําเนิดมาจากมาร์โคโปโล]
        รูปแบบซํ้าๆ แสนวิเศษที่คุณสามารถพูดว่าคุณมาจากประเทศอื่นๆ และคนส่วนใหญ่จะยอมรับมัน  เนื่องจากในโลกดังกล่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักจะขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม

        "ลูกูนิก้าเป็นประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดบนแผนที่ทวีปของเราแล้ว... มันไม่มีอะไรอยู่ทางตะวันออกของที่นี่หรอกนะ"

        "ไม่จริงน่า เอาจริงดิ?! นี่คือตะวันออกไกลสุดเท่าที่ไปได้แล้วเหรอ?! แล้วซีปังล่ะ?!"

        "นายไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน นายหมดตัวและไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้เพราะว่ากลัว... แถมอนาคตของนายยังดูไม่ค่อยดีนัก ในหลายๆ ทาง"

        หญิงสาวดูกระสับกระส่าย ดวงตาของเธอค่อนข้างกังวลขณะที่เธอมองไปที่สุบารุที่กำลังตื่นตระหนก แม้ว่าเธอจะพยายามซ่อนมัน แต่ด้วยนิสัยที่ชอบช่วยเหลือจนเป็นธรรมชาติของเธอ สภาพที่ช่วยไม่ได้ของเขานั้น อาจจะทําให้เธอไม่สบายใจเป็นอย่างมาก พัคเฝ้ามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มขณะที่พวกเขาเจ็บปวดกับสิ่งนี้ แล้วพัคก็เริ่มดึงขนหนวดของเขา

        "เอาล่ะ ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ ตอนนี้เราควรไปที่... ผมเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงแล้ว เพราะฉะนั้น รีบตัดสินใจจะดีกว่านะ?

        "―ฉันจะไป ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้เธอหนีไปได้อยู่แล้ว มันจะสายเกินไปถ้าเธอนํามันไปในที่ที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้"

        นั่นคือคําตอบของเธอต่อพัค จากนั้นเธอก็หันไปหาสุบารุ

        "ฉันจะเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ แต่ว่า... เส้นทางข้างหน้าจะต้องอันตรายมากขึ้นแน่นอน พอตกกลางคืน อาจจะมีคนที่ไม่ประสงค์ดีโผล่มาแน่ และแรกเริ่มเลยก็คือที่นี่เป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก  ถ้ากลัวล่ะก็ นายจะรอที่นี่ หรือตามหลังฉันเหมือนที่นายเคยทํามาก่อนก็ได้"

        "ฉันจะต้องขี้ขลาดแค่ไหนถึงจะตัดสินใจที่จะอยู่ข้างหลังล่ะเนี่ย! ฉันจะไป! ฉันจะตามติดอยู่ข้างหลังเธอตลอดเวลาเลย!"

        "มันไม่มีทางที่จะให้ไปข้างหน้า ฮา... นั่นคงจะดีแล้วเพราะว่าฉันจะได้ไม่ต้องกังวลมากนัก"

        เธอถอนหายใจหลายครั้งมาก จนเขาลืมที่จะนับไปแล้ว สุบารุใคร่ครวญว่าเขาทำให้สีหน้าของเธอแย่ลงได้อย่างไร พอนึกย้อนกลับไปแล้ว เขายังไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดตอนโกรธเธอยังดูน่ารักขนาดนั้น ดังนั้นรอยยิ้มของเธอจะต้องเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดในโลกอย่างแน่นอน

        "เธอมีไม้ขีดไฟให้ฉันบ้างมั้ย? ไม่เหรอ ถ้างั้นกระป๋องล่ะ!"

        "... อะไรน่ะ จู่ๆ ก็?"

        "แปลกจัง ไม่มีเหรอ แต่ ทำไมล่ะ... อ๊า! บ้าเอ้ย! โลกนี้ไม่มีกระป๋องงั้นเหรอ! อะ เอิ่ม... ตู้เย็นของเธอกำลังทำงานอยู่รึเปล่า?... ตู้เย็นก็ไม่มีเหมือนกันงั้นเหรอ?!"

        "ความผิดปกติในการพูดและลักษณะของเขาในตอนนี้... มันคงไม่ใช่คำสาปหรืออะไรทำนองนั้นหรอก ใช่มั้ย?"

        "ไม่หรอก ทั้งหมดนั่นเป็นความจงใจน่ะ แถมเขายังใส่หัวใจและจิตวิญญาณลงไปในนั้นด้วย ถึงมันจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงเลยก็เถอะ"

        บางทีเขาอาจจะคาดเดาสาเหตุของความพยายามของสุบารุได้ พัคถึงอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดีพอสมควร ในทางกลับกัน มันส่งผลให้หญิงสาวมีความสงสัยต่อสุบารุที่เริ่มทำตัวเพี้ยนๆ ในทันใด

        ด้วยความเสียใจที่การเล่นคำของเขามันใช้ได้เฉพาะที่โลกเก่าเท่านั้น สุบารุเลยส่ายหัวไปมาอย่างสิ้นหวัง จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากเกินไปจนมองไม่เห็นภาพรวม นี่ก็เป็นหนึ่งในข้อบกพร่องของเขาเช่นกัน

        "อะไรคือความแตกต่างระหว่างสโนว์แมนกับสโนว์วูแมน? สโนว์บอลยังไงล่ะ!"

        ในที่สุดเขาก็ค้นพบสิ่งที่ไม่ต้องพึ่งพาความรู้สมัยใหม่ แต่ปฏิกิริยาของหญิงสาวนั้นไม่ได้ดูดีเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็หันกลับไปอย่างเย็นชา

        สายตาของเธอจับจ้องไปที่ตรอก อาจจะเป็นการบ่งบอกว่าเธอจะไม่เล่นด้วยไปมากกว่านี้แล้ว

        ความปรารถนาของเขาที่จะเห็นรอยยิ้มของเธอนั้นได้ย้อนกลับมาทำร้ายเขาอย่างสมบูรณ์

        "―นายพอใจรึยังล่ะ สุบารุ"

        หญิงสาวเรียกหาสุบารุ ที่ตอนนี้ความเกลียดชังตนเองของเขาได้พุ่งถึงขีดสุดแล้วเนื่องจากความพยามยามอันยํ่าแย่พร้อมกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย

        ความจริงที่ว่าเธอพูดชื่อเขาเป็นครั้งแรก และความคิดที่ว่ามีเพศตรงข้ามเรียกชื่อของเขาอย่างคุ้นเคยนั้นมันทำให้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย

        "อะ อื้อ สะ-สบายอยู่แล้ว ฉันรู้สึกดีมาก ฉันชนะได้แน่!"

        "แล้วทำไมนายถึงสั่นแบบนั้นล่ะ... ฉันเข้าใจว่านายกลัว แต่เรายังไม่ได้เข้าไปด้วยซํ้า ถ้านายกลัวมากนัก มันจะดีกว่านะถ้านายรออยู่ที่นี่นะ"

        ด้วยความกังวลที่ผิดทางนี้ เธอจึงถอนหายใจเล็กน้อยและหันความสนใจของเธอออกไปจากเขาจริงๆ

        ขณะที่เขามองเธอเดินเข้าไปในตรอก จู่ๆ สุบารุก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเขาจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ตาม

        โดยการที่บอกให้เขารออยู่ที่นี่ มันก็เป็นการส่งสัญญาณว่าเธอจะกลับมาหาเขาเมื่อพบมัน

        "นี่มันแย่มาก ฉันโครตจะไม่เท่เลย"

        ถึงแม้ว่าเขาจะเสนอที่จะช่วย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเธอเลย และยิ่งไปกว่านั้นเขายังไปทำให้เธอต้องมาเป็นห่วงเขา

        สุบารุตบแก้มของเขา เขาใช้ความเจ็บปวดเพื่อบังคับตัวเองให้จดจ่อและก้าวไปข้างหน้า เขายังคงมีหลายสิ่งให้บ่น ถ้าถูกบังคับให้เข้าสู่โลกที่โหดร้ายแบบนี้ทุกคนก็คงจะรู้สึกหมดหนทางแน่นอน แต่เขาไม่ได้คิดไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม

        "การพึ่งพาเธอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าสมเพช อย่างน้อยฉันก็ควรจะตอบแทนเธอกลับบ้าง"

        ถึงแม้ว่าจะต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่เขาก็ต้องยืนด้วยสองขาของตัวเอง ―แต่ทั้งๆ ที่พยายามโฟกัส เขากลับลงเอยด้วยการมุ่งเน้นไปที่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ

        "แต่พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว มันยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"

        ในตอนที่เขาตะโกนเรียกเธอจากทางด้านหลัง เขาเห็นเธอเหลือบมองเขาผ่านช่องว่างระหว่างผมสีเงินของเธอ ถึงแม้การเหลือบมองข้างนี้จะมีเสน่ห์อย่างน่ากลัวก็ตาม แต่สุบารุก็สามารถถามคําถามของเขาออกไปได้

        "ฉันรู้ชื่อแมวของเธอแล้ว แต่ฉันยังไม่รู้ชื่อของเธอเลย"

        คำถามที่ค่อนข้างขี้เล่นนี้ทำให้เธอมองไปข้างหน้าและเงียบไปครู่หนึ่ง สิ่งนี้ทำให้สุบารุตื่นตระหนก และสงสัยว่าเขาทำพลาดไปรึเปล่า บางทีความเงียบก่อนหน้านี้อาจจะเป็นการบ่งบอกว่าเธอไม่ต้องการจะบอกชื่อของเธอให้กับเขา ปัญหาในการสื่อสารทำให้เขาไม่สามารถเข้าใจจิตใจของผู้อื่นได้ ยิ่งเป็นผู้หญิงก็ไม่ต้องพูดถึง นี่มันจะยังสามารถแก้ไข―

        "―ซาเทลล่า"

        "โอ๊ะ?"

        ขณะที่เขาเจ็บปวดกับเรื่องนี้ เสียงกระซิบอย่างกะทันหันของเธอทำให้เขาประหลาดใจ เธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา แล้วเธอก็พูดซ้ำอีกครั้งโดยที่ไม่ได้สื่ออารมณ์ใดๆ ออกมา

        "นายจะเรียกฉันว่าซาเทลล่าก็ได้"

        ขณะที่เธอบอกชื่อ ท่าทีของเธอก็บ่งบอกว่าเขาไม่ควรเรียกเธอแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าเป็นไปได้สุบารุก็อยากจะรู้นามสกุลของเธอด้วย แต่เขาไม่สามารถเรียกชื่อเธอแบบนั้นได้ ดังนั้นเขาจึงเงียบไป สำหรับตอนนี้เขาจะกล่าวถึงเธอในแบบบุคคลที่สองไปก่อน มันเป็นการประนีประนอมที่ค่อนข้างน่าเศร้า เบื้องหลังการแลกเปลี่ยนนี้ พัคก็บ่นพึมพำจากภายในผมของเธอ
 
        "―นั่นเป็นรสนิยมที่แย่มากเลยนะ"

        แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้ยินคำบ่นนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น