วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ตอนที่ 1: เหรียญสิบเยนที่ใช้ไม่ได้

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        ―นี่มันแย่จริงๆ แล้ว

        หลงทางและหมดตัว คำพูดไม่กี่คำนั้นคือสิ่งเดียวที่เขาคิดได้

        ก็นะ หมดตัวก็ไม่ได้ถูกต้องนัก เขายังมีกระเป๋าตังค์อยู่ และยังไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าเขายังมีเงินทอนและแบงค์อยู่นิดหน่อย มันจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขายังคงมีทรัพย์สินอยู่กับตัว

        มีเพียงพอที่จะไปห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อของและกินอาหารกลางวัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถเรียกได้ว่าหมดตัว

        "ดูเหมือนว่าค่าเงินของที่นี่จะไม่เหมือนกับที่เดิมสินะ..."

        เขาดีดเหรียญ 10 เยนหายากที่เขาถืออยู่ แล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก

        เขาเป็นชายหนุ่มที่มีผมสั้นสีดำและความสูงปานกลาง ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงบวกกับเสื้อยืดราคาถูกทำให้เขามีบรรยากาศเหมือนกับนักกีฬา

        ดวงตาที่เฉียบคมนั้นเป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียวของเขา และตอนนี้พวกมันก็ขมวดลงอย่างช่วยไม่ได้

        ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูธรรมดา จนดูเหมือนว่าเขาจะสามารถหายเข้าไปในฝูงชนได้ทันที อย่างไรก็ตาม สายตาที่จ้องมองมาที่เขานั้นเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวงและไม่เข้าใจ ราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูสิ่งที่แปลกประหลาด

        เห็นได้ชัด ว่าไม่มีใครมีผมสีดำหรือสวมเสื้อยืดในท่ามกลางผู้คนที่มองมาที่เขา สีผมของพวกเขามีความหลากหลายมาก ผมบลอนด์ ขาว น้ำตาล เขียว น้ำเงิน และอื่นๆ นอกจากนี้ชุดของพวกเขายังเป็นชุดเกราะ ชุดนักเต้น เสื้อคลุมสีเดียวและอื่นๆ ที่ส่งกลิ่นอายบางอย่างออกมา

        ชายหนุ่มทำได้แค่เพียงกอดอกอย่างเข้าใจเมื่อเหล่าผู้คนจ้องมองมาที่เขา

        "ถ้าว่ากันง่ายๆ ก็คือ นี่มันก็เป็นแบบนั้น สินะ"

        เขาดีดนิ้ว และชี้ไปที่ผู้คนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

        "ดูเหมือนว่าฉันจะถูกอัญเชิญมาที่ต่างโลกสินะ"

        ต่อหน้าเขามีรถม้าที่ถูกลากโดยสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนกิ้งก่าขนาดใหญ่

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        นัตสึกิ สุบารุ ถือกำเนิดในระบบการศึกษาที่ปราศจากแรงกดดันของญี่ปุ่นในยุคเฮเซ

        เขามีชีวิตอยู่มาสิบเจ็ดปี และถ้าจะให้อธิบายถึงชีวิตของเขาก็คงจะต้องใช้เวลาถึงสิบเจ็ดปีด้วยเหมือนกัน

        แต่ปัดเรื่องนั้นทิ้งไปก่อน สถานการณ์ในปัจจุบันของเขาสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ว่า "เด็กนักเรียน ม.ปลายปีสาม ผู้เก็บตัว"

        หรือถ้าจะให้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมก็คือ "เศษขยะผู้ไม่สนใจในทุกสิ่ง แม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง และขังตัวเองเอาไว้ในกระดองถึงแม้ว่าใกล้จะถึงการสอบเข้าแล้ว"

        ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการที่ทำให้เขาอยากอยู่อย่างโดดเดียว

        ก็แค่ในวันธรรมดาวันหนึ่ง เขาก็คงจะคิดว่า "ถ้าตื่นขึ้นมาตอนนี้ก็คงจะรู้สึกเจ็บปวด" และนั่นก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาไม่อยากไปโรงเรียน

        การขาดเรียนของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกว่าที่เขาจะรู้ตัว เขาก็ได้กลายเป็นพวกเก็บตัวที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา

        เขาใช้เวลาทั้งวันไปอย่างเกียจคร้าน จมดิ่งลงไปในโลกของอินเทอร์เน็ตโดยแทบไม่มีการสื่อสารใดๆ

        "ผลที่ได้คือการถูกอัญเชิญมายังต่างโลกงั้นเหรอ เฮ้อ... ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ"

        เขายืนยันสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง และถอนหายใจออกมาหลายครั้ง

        เขาย้ายจากถนนที่เขาอยู่ และตอนนี้เขานั่งอยู่ในตรอกที่ค่อนข้างสลัว

        พื้นนั้นถูกปูเอาไว้ ค่อนข้างหยาบเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ได้แย่เลย

        "สมมุติว่านี่คือโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี เดาว่าคงจะเป็นแบบอารยธรรมยุคกลางสินะ ไม่เห็นเครื่องจักรที่ไหนเลย และอาคารส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากหินและไม้ด้วย..."

        เขานึกย้อนไปถึงภาพที่เห็นระหว่างทางมาจนถึงตรอกและรวบรวมข้อมูลเอาไว้ในหัว เขาปล่อยให้จินตนาการของเขาโลดแล่นไป ผลก็คือเขารู้สึกพร้อมมากขึ้นสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน

        ก่อนอื่น ก็ต้องวิเคราะห์วัฒนธรรมของช่วงเวลานั้นและความแตกต่างกับญี่ปุ่นอย่างใจเย็น ตรวจสอบความแตกต่างในกฎฟิสิกส์ และความเป็นไปได้ในการสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นลำดับความสำคัญของสิ่งที่เขาจะตรวจสอบ

        "เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยเถอะ ฉันไม่ได้จินตนาการพวกนายขึ้นมา และฉันค่อนข้างแน่ใจเกี่ยวกับระดับของอารยธรรม ดูเหมือนว่าเงินของฉันจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ฉันใช้โอกาสนี้คุยกับเจ้าของร้าน และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในการสื่อสารกัน"

        เมื่อรู้ตัวว่าถูกอัญเชิญมา สิ่งแรกที่สุบารุทำคือพยายามที่จะเจรจากับ "คนขายของชำ?" เพื่อพยายามที่จะซื้อ "แอปเปิ้ล?" ด้วยเงินเยนญี่ปุ่น เขาถูกปฏิเสธทันที ดูเหมือนว่าโลกนี้จะใช้เหรียญทอง เงิน และทองแดงเป็นสกุลเงิน มูลค่าของสกุลเงินในโลกนี้สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายๆ แน่นอนว่ามันเหมาะกับโลกคู่ขนานในรูปแบบโลกแฟนตาซีอย่างแน่นอน

        "อืม ฉันคิดว่ามันน่าจะมีของปลอมที่เป็นโลหะผสมนะ"

        เขาคิดแบบนั้นในขณะที่รถลากกิ้งก่าอีกคันวิ่งผ่านถนนไป สิ่งนี้ทำให้เกิดเมฆฝุ่นขนาดมหึมา แต่ชาวเมืองก็ไม่ได้สนใจ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคุ้นเคยกับมันแล้ว

        "แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ไม่ได้ดูธรรมดาเหมือนกับรถยนต์เลย... พอลองมาคิดๆ ดูแล้ว ฉันก็ไม่เห็นหมาหรือแมวอยู่แถวนี้เลย"

        กิ้งก่าที่ลากรถอยู่นั้นดูตัวใหญ่กว่าม้ามาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของพวกมันน้ำหนักของพวกมันดูเหมือนจะคงที่ดี แต่มันก็ยังน่ากลัวที่จะเห็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่แบบนี้

        "เป็นเรื่องปกติของที่นี่ สินะ... ทั้งกิ้งก่าและสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์"

        แล้วสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการจะยืนยัน ก็คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์บนโลกใบนี้

        พวกเขามีผมที่มีสีสันหลากหลาย แต่ใครๆ ก็สามารถทำสีผมแบบนั้นได้ง่ายๆ ด้วยสีย้อม สำหรับโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีแล้ว ถือได้ว่าไม่มีอะไรพิเศษ กลับกัน สุบารุนั้นมุ่งเน้นไปที่ "หูสัตว์" ของพวกเขา

        เมื่อชำเลืองมองคร่าวๆ เขาก็เห็นหูหมา หูแมว หรือแม้แต่หูกระต่าย และเขาอาจจะมองเห็นมนุษย์กิ้งก่า แต่ก็ยังมีคนที่ดูไม่แตกต่างจากสุบารุมากนักนั่นทำให้เขาสรุปได้ว่า-

        "เป็นโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี วัฒนธรรมเป็นอารยธรรมยุคกลางแบบทั่วๆ ไป ครึ่งมนุษย์เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการต่อสู้และการผจญภัยก็อาจเป็นเรื่องปกติด้วยเหมือนกัน สัตว์มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วพวกมันก็ยังทำหน้าที่ของมัน นั่นคือทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ?"

        เมื่อสรุปได้เช่นนั้น สุบารุก็หายใจเข้ายาวๆ 

        เมื่อพูดถึงสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญ เขาขมวดคิ้วให้กับความคืบหน้าที่ดูเหมือนจะสะดวกสบายเกินไปนี้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามจินตนาการของเขา เขาสามารถใช้ความรู้สมัยใหม่อย่างอิสระเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอันเหลือเชื่อ อย่างไรก็ตามโลกใบนี้นั้นแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้เล็กน้อย

        "ฉันทำการจำลองยุคเซ็งโงกุได้อย่างสมบูรณ์แบบ... ถ้าฉันไปที่นั่นล่ะก็ ฉันคงจะยึดประเทศจากโนบูนางะได้เลย"

        เมื่อพูดถึงโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี ความรู้ที่ดีที่สุดของเขาก็คือการผลิตดินปืน และถึงแม้มันจะไร้ความหมายเมื่อพิจารณาถึงระดับเทคโนโลยีของโลกใบนี้แล้ว แต่โลกคู่ขนานแนวแฟนตาซีมักจะมาพร้อมกับเวทมนตร์ หากเป็นกรณีนี้ อาจจะสามารถทำให้ดินปืนเป็นได้มากกว่าดอกไม้ไฟ

        "ก็นะ นอกจากนี้มันยังมีความคิดที่ว่าเวทย์มนตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามีโอกาสได้มีส่วนสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่ะก็ ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อ... ก่อนอื่นเลย ปัญหาในปัจจุบันของฉัน"

        เขาไม่มีเบาะแสว่ายังไงหรือทำไมเขาถึงถูกอัญเชิญมาที่นี่

        เขายังจำได้ดีว่าเขาทำอะไรอยู่ก่อนที่จะถูกอัญเชิญมา เป็นครั้งแรกในระยะเวลาอันยาวนานที่เขาออกมาข้างนอกเพื่อที่จะซื้อราเม็งถ้วยที่ร้านสะดวกซื้อและกำลังจะกลับบ้าน เขาไม่อยากใช้จักรยานก็เลยเลือกที่จะเดินเท้าไปแทน

        ระหว่างทาง เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วคิดว่า "คืนนี้พระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้วสินะ" และเมื่อเขามองลงมาและกระพริบตา มันเป็นเวลาเที่ยงวัน

        จากกลางคืนเป็นตอนเที่ยงในทันที เขารู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้เขาสงบลงแล้ว แต่ทันทีที่ถูกอัญเชิญมาความตื่นตระหนกของเขานั้นเป็นสิ่งที่สามารถบอกต่อไปยังคนรุ่นหลังได้เลย

        "แต่พอลองคิดดูแล้ว ฉันที่เป็นลูกชายคนเดียวหายไปแบบนี้ คนรุ่นนั้นก็คงจะไม่มีหรอกนะ"

        ในขณะที่เขาพึมพำสิ่งนี้ เขาก็ตรวจสอบข้าวของของตัวเองอีกครั้ง ในโลกคู่ขนานแนวแฟนตาซี อุปกรณ์เริ่มต้นนั้นมีความสำคัญมากกว่าที่เขาคิดไว้ เขาต้องใช้ทุกอย่างที่เขามี แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

        อย่างแรก โทรศัพท์มือถือ (พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใกล้จะหมด) กระเป๋าตังค์ (มีบัตรสมาชิกเช่าวิดีโออยู่จำนวนมาก) ราเมนที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ (รสซุปกระดูกหมู โชยุ) ขนมอีกนิดหน่อย (รสข้าวโพด) เสื้อสีเทาอันเป็นที่รักของเขา (ยังไม่ได้ซัก) รองเท้าผ้าใบที่ชำรุด (ใช้มาประมาณสองปี) และอีกมากมาย

        "อันนี้แล้วก็อันนี้ ฮะ... อย่างน้อยทำไมถึงไม่ให้ปืนพกมาล่ะ? แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?"

        ดูเหมือนว่ามีเพียงแค่ขนมเท่านั้นที่มีประโยชน์และเพียงเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น

        "สถานการณ์นี้มันสิ้นหวังสิ้นดี และแน่นอนว่าฉันไม่รู้สาเหตุ ฉันไม่มีแม้แต่ความทรงจำว่าเดินผ่านกระจกหรือกระโดดลงไปในสระน้ำด้วยซํ้า แล้วที่สำคัญที่สุดเลย สาวสวยที่อัญเชิญฉันมาอยู่ที่ไหนกันล่ะ?"

        การหายตัวไปของนางเอก ถ้าว่ากันตามมาตรฐานของ 2D แล้ว ถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความเอาใจใส่อย่างคาดไม่ถึง อัญเชิญเขามาแล้วทิ้งไว้อย่างนี้ ประหนึ่งกับว่าเขาถูกโยนทิ้งไปอย่างเฉยเมย

        ในความเป็นจริง สุบารุไม่สามารถหนีจากความจริงได้อีกต่อไปแล้ว ในตอนนี้เมื่อเขาประเมินสถานการณ์ของเขาแล้ว เขาก็ทำได้แค่เพียงก้มหน้าลงด้วยความสิ้นหวังก็เท่านั้น

        "โอ๊ย ให้ฉันได้พักบ้างเถอะ ฉันควรจะต้องทำอะไรที่นี่เนี่ย?"

        สุบารุถึงขีดจำกัดแล้วในขณะที่เขาบ่นพึมพำ ตอนนี้เขารู้สึกอยากจะกลับไปที่โลกเดิมอย่างจริงจัง การแฟนตาซีนั้นถูกทิ้งเอาไว้ในอาณาจักรแห่งจินตนาการนั่นล่ะดีที่สุดแล้ว มันสนุกที่จะจินตนาการถึงการมาต่างโลกเพื่อที่จะได้รับพลังอันเหลือเชื่อ แต่เมื่อได้มาอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ แล้ว เขาจะทำอะไรได้บ้างล่ะ?

        "สำหรับตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความอยู่รอด แต่ว่า... ทักษะการสื่อสารแค่เลเวล 1 ของฉันจะเพียงพอรึเปล่าเนี่ย?"

        นอกจากครอบครัวแล้ว คนที่เขาพูดด้วยจริงๆ ก็มีแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อเท่านั้น เขาใช้ชีวิตแบบนี้มาเกือบปีแล้ว และลืมไปนานแล้วว่าควรจะจัดการกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร

        "ทั้งๆ ที่ฉันสามารถพิมพ์ได้อย่างรวดเร็วในการสนทนาออนไลน์แท้ๆ..."

        สุบารุขยับนิ้วอย่างหงุดหงิดในขณะที่ไตร่ตรองถึงอนาคตด้วยความสิ้นหวัง อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสะท้อนผ่านตรอก เขามองขึ้นไปและเห็นชายสามคนกำลังขวางทางออกเอาไว้

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เว็บโนเวล

สิทธิทั้งหมดเป็นของ ทัปเปย์ นากะทสึกิ ผู้เขียนต้นฉบับของ Re:Zero เริ่มต้นชีวิตในต่างโลกจากศูนย์ นี่เป็นการแปลจากเว็บโนเวลฟรีเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษเป็นภาษาไทย



※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

Arc 1 –  วันแรกอันแสนวุ่นวาย


บทนำ: ความร้อนที่เหลืออยู่จากการเริ่มต้น

        แปลไทยโดย : Garinx305

※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※ ※

        ―นี่มันแย่จริงๆ แล้ว

        เขารู้สึกถึงพื้นแข็งที่สัมผัสกับแก้มของตัวเอง และตระหนักได้ว่าตัวเขานั้นได้ล้มลง

        เรี่ยวแรงของเขาหายไปอย่างสมบูรณ์ และนิ้วของเขาก็ได้สูญเสียความรู้สึกไปแล้ว

        ความร้อนจากลำไส้มันช่างแสนสาหัสจนเขาอยากจะฉีกคอตัวเองออกมา

        ―ร้อน ร้อน ร้อน ร้อน ร้อน ร้อน ร้อน

        ทันทีที่เขาอ้าปากเพื่อที่จะกรีดร้อง สิ่งที่ไหลออกมานั้นไม่ใช่เสียงกรีดร้อง มันเป็นก้อนเลือด

        เขาอาเจียนเลือดออกมาเป็นจำนวนมากในขณะที่เขาไอ ฟองเลือดเริ่มขึ้นที่มุมปากในขณะที่เขากลืนน้ำลาย ภายในมุมมองของเขาที่ค่อนข้างมืดสลัว พื้นนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดง

        ―อ่า ทั้งหมดนี่มัน เลือดของฉัน?

        มันมีปริมาณมากพอที่จะแช่ตัวของเขาที่ล้มลง เลือดคิดเป็นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายมนุษย์ และว่ากันว่าถึงแม้จะสูญเสียไปแค่ประมาณหนึ่งในสามก็ยังสามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แต่ ― ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียมันไปเกือบหมดแล้ว

        เขาหยุดอาเจียนเป็นเลือด แต่ 'ความร้อน' ที่รู้สึกราวกับว่ามันกำลังจะเผาเขายังคงอยู่ เขายื่นมือไปที่ช่องท้องของตัวเองอย่างยากลำบาก และเมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เป็นไปไม่ได้ที่นั่น เขาก็เข้าใจ

        ―ท้องของฉันถูกเปิดออก สินะ

        ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะรู้สึกร้อน ดูเหมือนว่าสมองของเขาจะสับสนว่า 'ความเจ็บปวด' เป็น 'ความร้อน'

        เขาเกือบจะถูกฉีกออกเป็นสองส่วน มีเพียงผิวหนังด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่รั้งตัวเขาเอาไว้

        สั้นๆ ก็คือ นี่ดูเหมือนว่าจะเป็น 'รุกฆาต' สำหรับเขาแล้ว

        ทันทีที่เขาตระหนักถึงสิ่งนี้ สติของเขาก็เริ่มที่จะจางหายไป

        แม้แต่ความร้อนที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดก็หายไป แม้แต่ความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ของเลือดและความรู้สึกในมือที่เขาเคยใช้สัมผัสถึงอวัยวะของตัวเอง ทั้งหมดนี้ได้จางหายไปพร้อมกับจิตสำนึกของเขา

        สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือร่างกายของเขา ที่ไม่สามารถไปอยู่กับจิตวิญญาณของเขาได้

        ร่างกายนี้ใช้จิตสำนึกที่กำลังจะหายไปเพื่อเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย มันได้เงยหน้าขึ้นมอง

        รองเท้าสีดำได้ก่อให้เกิดระลอกคลื่นขึ้นในแอ่งเลือดต่อหน้าต่อตาเขา มีใครบางคนอยู่ตรงนั้น และใครคนนั้นก็น่าจะเป็นคนที่ฆ่าเขา

        น่าแปลก ที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะมองไปที่หน้าของพวกมัน คนๆ นี้คือคนที่ปลิดชีวิตของเขา และถึงกระนั้นเขาก็ยังตัดสินใจที่จะเป็นเพียงผู้ชมความตายของตัวเอง เขาไม่มีเบาะแสว่าพวกมันเป็นใคร แต่ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น

        เขาเพียงปรารถนาให้หญิงสาวปลอดภัยก็เท่านั้น

        "―บารุ?"

        เขารู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงเหมือนกับระฆัง

        เขาอยู่นอกเหนือจากจุดที่จะสามารถแยกแยะความรู้สึกของตัวเองได้ ดังนั้นเขาคงจะแค่คิดไปเอง

        อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความจริง เขาก็ยังคงรู้สึกสบายใจ

        เพราะฉะนั้น―

        "―!"

        เสียงกรีดร้องเพียงสั้นๆ แล้วพรมโลหิตก็ได้ต้อนรับคนอีกคนหนึ่ง

        เธอล้มลงข้างๆ เขา ตรงที่แขนของเขาอยู่พอดี

        มือสวยๆ ของเธอได้ล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง และได้ประสานกับของเขา

        ―อาจจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญ

        เขารู้สึกว่านิ้วของเธอขยับเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังบีบมือของเขา

        "...รอ"

        เขาบังคับให้สติที่หายไปของตัวเองกลับมาชั่วขณะหนึ่ง ความเจ็บปวดและความร้อน ทั้งหมดก็ได้จางหายไป มันเป็นความพยายามที่ไร้ความหมาย ไม่มีอะไรนอกจากผู้แพ้ที่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

        แต่ถึงอย่างนั้น―

        "ฉันจะ ช่วยเธอ―"

        ―ให้ได้เลย

        ในตอนนั้นเอง ชีวิตของ นัตสึกิ สุบารุ ก็ได้ดับลง